Mr.NAT's profileสมุดบันทึกของพี่ณัฐ--->พ...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
ความแตกต่างของ Manager & Engineerผู้ชายคนหนึ่งอยู่บนบอลลูน และกำลังหลงทาง
เขาลดระดับความสูงลงและมองเห็นผู้ชายคนหนึ่งอยู่เบื้อง ล่าง จึงตะโกนถามไปว่า 'ขอโทษครับคุณ ผมกำลังหลงทาง และผมสัญญากับเพื่อนว่าจะไปพบเมื่อครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา ไม่ทราบว่าคุณพอจะบอกได้ไหมครับว่า ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน?' ชายคนนั้นตอบทันทีว่า 'คุณอยู่บนบอลลูน ซึ่งลอยอยู่ที่ระดับประมาณ 30ฟุตเหนือพื้นดิน ที่ระดับ 40-42 องศา ละติจูดเหนือ และ 58-60 องศา ลองติจูดตะวันตก'
'ผมเดาว่า คุณคงเป็นวิศวกร' ชายที่อยู่บนบอลลูนกล่าว 'ใช่ครับ' ชายคนนั้นตอบ 'แล้วคุณรู้ได้อย่างไร?' 'เพราะข้อมูลที่คุณบอกทางเทคนิคนั้นถูกต้อง แต่ยากแก่การเข้าใจและความจริงก็คือ ผมก็ยังคงหลงทางอยู่นั่นเอง...' ชายบนบอลลูนตอบ; 'ถ้างั้น คุณต้องเป็นผู้จัดการ ใช่ไหม?' ชายคนที่อยู่ด้านล่าง ถามกลับ 'ใช่ครับ' ชายคนที่อยู่บนบอลลูนตอบ 'แล้วคุณรู้ได้อย่างไร?' ชายที่อยู่บนพื้น ตอบว่า 'คุณไม่ทราบว่า คุณอยู่ที่ไ หนและกำลังจะไปในทิศทางได คุณให้สัญญา แต่ทำไม่ได้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้น คุณคาดหวังจะให้ผมช่วยแก้ปัญหาให้คุณ ความจริงก็คือ คุณก็ยังอยู่ในตำแหน่งเดิม ก่อนที่ผมจะมาพบคุณ แต่กลายเป็นว่าเป็นความผิดของผม ที่ไม่สามารถให้ข้อมูลคุณ !!!' เข้ามาอีกครั้งวันนี้พี่ณัฐกลับเข้ามาใน Space อีกครั้ง จากที่นานหลายเดือนแล้วไม่ได้เค้ามา มานั่งอ่านข้อความในสมุดเยี่ยม ก็เห็นว่าครั้งล่าสุดที่น้อง ๆ เข้ามาเยี่ยมก็หลายเดือนแล้ว และวันนี้ก็มีน้อง ๆ เข้ามา 2 คน จริง ๆ วันนี้ก็ไม่มีอะไรจะเล่าให้ฟังมากนักแต่ที่เริ่มต้นพิมพ์ขึ้นนั้น (จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เปิดขึ้นก็พิมพ์)
ในชีวิตจริงพี่ณัฐพบเห็นและสังเกตการทำงานของน้อง ๆก็พบว่าความวุ่นวายที่เกินขึ้นในการทำงานส่วนมากนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่งาน แต่ปัญหาอยู่ที่ความคิดมากของคน ความรู้สึกของคนถ้าเอามาทำงานมักจะเกิดปัญหา การใช้ชีวิตก็เหมือนกัน ปัญหาไม่ได้เกิดจากการมีชีวิตอยู่ของคนแต่ความรู้สึกของคน ทำให้เกิดปัญหาในการมีชีวิตอยู่ต่างหาก???
วันนี้ถ้าน้อง ๆ ได้ดูข่าวก็จะพบการประท้วงเรียกร้องสิทธิ พี่ณัฐไม่สามารถชี้ได้ว่าฝ่ายใหนถูกหรือว่าใครผิด เพราะสิ่งที่ถูก สิ่งที่ผิดอยู่ที่ความรู้สึกของแต่ละคน สิ่งที่ชี้ได้ในตอนนี้คือ ประเทศคงพัฒนาไปได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น(...ไม่คุยเรื่องการเมืองดีกว่า...) แต่...พี่ณัฐว่าทุกคนมีจินตนาการ แกนนำพันธมิตรก็เป็นคนที่มีอุดมการณ์จากจิตนาการเพื่อสังคมใหม่เหมือนกัน และพ็เชื่อว่าฝันที่เค้ามองเห็นนั้นคงเป็นสังคมที่น่าอยู่ แต่ทุกคนมีจิตนาการ ขึ้นอยู่กับว่าเส้นแบ่งนั้นต้องแยกให้ออกกับสังคมความเป็นจริง บางครั้งเมื่อโอกาสของเรามาถึงหรือมีโอกาศให้เราผลักดันให้จินตนการนั้นเป็นจริงเราอาจจะทำมันอย่างเต็มที่ โดยลืมคิดว่าสิ่งไหนคือความป็นจริง หากเราเป็นแค่คนธรรมดาก็อาจไม่จำเป็น แต่หากเราเป็นผู้นำ และ ยิ่งเรามีผู้ตามที่ฝากชีวิตและความเชื่อไว้มากเท่าไหร่ ยิ่งต้องทำให้เราคิด และแยกเส้นแบ่งของจินตนากการให้ออก ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก
จากพี่ณัฐ
ปล.หากใครมีโอกาสได้เป็นผู้นำอย่าลืมข้อคิดเห็นข้อนี้ของพี่ณัฐนะครับ
เรื่องเล่าของวงกลมกะสามเหลี่ยมความรักของวงกลมกับสามเหลี่ยม เรื่องเล่าของวงกลม ... นานมาแล้ว ... มีวงกลมอยู่วงหนึ่ง เศษเสี้ยวหนึ่งของมันหายไป
มันกลิ้งไป ... กลิ้งไป ตามหาเศษเสี้ยวที่หายไปนั้น มันเจอผู้คนมากมาย แต่ไม่มีใครเลย ที่จะเติมเต็มมันได้ บางที .. ก็ใหญ่เกินไป ถ้าฝืน ... ก็จะเจ็บทั้งสองฝ่าย
บางที ... คิดว่าเข้ากันได้ แต่พอจะก้าวไปข้างหน้า ... ถึงได้รู้ว่า 'ไปด้วยกันไม่ได้' บางที ... เศษเสี้ยวมีหนามแหลมคม กว่าจะรู้ตัวว่า 'ไม่ใช่' ก็ได้ทิ้งบาดแผลและความเจ็บปวดมากมายไว้ให้เจ้าวงกลม มันยังกลิ้งไป ... กลิ้งไป จนในที่สุด ... ก็ได้พบเศษเสี้ยวของมัน แล้ววงกลม ... ก็เต็มวง -------------------------------------------------------------------------------- ถ้าเรื่องมันจบแฮปปี้ยังงี้ก็ดีเนอะ ลองมาฟังนิทานอีกเรื่อง ... --------------------------------------------------------------------------------
เรื่องเล่าของสามเหลี่ยม ยังจำเศษเสี้ยวของวงกลมนั้นได้ไหม? เสี้ยวรูปสามเหลี่ยม... กำลังตามหาวงกลมของมัน
มันกลิ้งไป ... กลิ้งไป พบคนมากมาย ... แต่ไม่มีใครเลย ...ที่เป็นที่ของมัน
นี่ก็ไม่ใช่ ... นั่นก็ยังไม่ใช่
พอเจอคนที่คิดว่าใช่ ... กลับพบว่า เขามีส่วนเติมเต็มของเขาอยู่ แล้ว
สามเหลี่ยม ... กลิ้งไป ... กลิ้งไป ...
กลิ้งไป ... กลิ้งไป จนขอบของมันเริ่มมนลง
ในที่สุดสามเหลี่ยมนั้น กลายเป็นวงกลม และพบว่าตัวเอง สามารถกลิ้งไปได้ด้วยตัวของมันเอง ... โดยไม่ต้องการให้ใครมาเติมเต็ม ... " ชื่อเสียงเหมือนไอน้ำ ความดังคืออุบัติเหตุ และเงินมีปีก "อย่าไปให้ความสำคัญกับใครบางคน เมื่อคุณเป็นแค่ทางเลือกของเขา. สัมพันธภาพจะดีที่สุดเมื่อทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกันอย่างสมดุล
ไม่ต้องสาธยายเกี่ยวกับตัวคุณให้ใครฟังหรอก เพราะคนที่ชอบคุณ ยังไงเขาก็ชอบ และไม่ต้องการฟังมัน แต่คนที่เกลียดคุณ ยังไงเขาก็ไม่เชื่อคุณหรอก
เมื่อคุณพูดแต่ว่าคุณยุ่ง คุณก็จะไม่ว่างเลย เมื่อคุณพูดแต่ว่าคุณไม่มีเวลา คุณก็จะไม่มีเวลาเลย เมื่อคุณพูดแต่ว่าคุณจะทำในวันพรุ่งนี้ วันพรุ่งนี้จะไม่มีวันมาถึงเลย
เมื่อเราตื่นขึ้นมาในยามเช้า เรามีทางเลือกง่ายๆ 2 อย่าง กลับไปนอนและฝันหวานต่อ หรือ ลุกขึ้นมาแล้วทำความฝันให้เป็นจริง มันก็แล้วแต่คุณจะเลือกแล้วล่ะ
เรามักทำให้คนที่ใส่ใจเราต้องร้องไห้ เรามักร้องไห้ให้กับคนที่ไม่เคยใส่ใจเรา และเรามักใส่ใจกับคนที่ไม่มีวันร้องไห้ให้เรา นี่คือความจริงของชีวิต เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ถ้าเห็นคุณเห็นด้วย มันก็ยังไม่สายเกินแก้
เมื่อคุณกำลังสนุกสนาน ก็อย่ารับปากพล่อยๆ เมื่อคุณกำลังเศร้า ก็อย่าได้ตอบกลับ เมื่อคุณกำลังโกรธ ก็อย่าไปตัดสินใจอะไร
คิดให้ถี่ถ้วน ทำอย่างสุขุม
เวลาก็เหมือนสายน้ำ คุณไม่มีทางสัมผัสน้ำเดียวกันได้สองครั้งหรอก เพราะมันได้ไหลผ่านไปแล้ว มีความสุขกับทุกช่วงชีวิตของเราดีกว่า...
" ชื่อเสียงเหมือนไอน้ำ ความดังคืออุบัติเหตุ และเงินมีปีก " เ ลื อกข อง ใส่ บ า ต ร ต า ม วัน เกิดวันอาทิตย์ อาหารคาว : ประเภทไข่ ไข่ดาว ไข่เจียว ไข่ลูกเขย ต้ม แกงกะทิ อาหารหวาน : ไข่หวาน มะพร้าวอ่อน มะพร้าวแก้ว ขนมใส่กะทิ น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะพร้าว น้ำขิง เงาะ ของถวายพระ : หลอดไฟ ไฟฉาย เทียน ธูป อุปกรณ์แสงสว่าง แว่นตา หมากพลู ไหว้พระ : ปางถวายเนตร ( พระประจำวันเกิด) กำลังวันเท่ากับ 6 (สวดแบบย่อ อะ วิช สุ นุส สา นุต ติ) ทำทาน : เติมน้ำมันตะเกียงตามวัด คนตาบอด โรงพยาบาลโรคตา มูลนิธิคนตาบอด โรงพยาบาลโรคหัวใจ มูลนิธิโรคหัวใจ พฤติกรรม : ออกรับแสงอาทิตย์อ่อนๆ ช่วงเช้าหรือเย็นๆ เพื่อให้เกิดพลัง อย่าใจร้อน เลิกทิฐิ ทำตัวเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
วันจันทร์ อาหารคาว : ประเภทสัตว์ปีก สัตว์น้ำ เช่นไก่ผัดขิง ไก่ย่าง ไก่ทอด ปูผัดผงกะหรี่ ปูนึ่ง ข้าวมันไก่ ข้าวผัดปู เต้าหูทอด แกงจืดเต้าหู้ แกงเผ็ดเป็ดย่าง ปลาสล ิดทอด อาหารหวาน : น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำอ้อย โดนัท นมสด นมกล่อง เผือก มันลางสาด ขนมเปี๊ยะ ของถวายพระ : แก้วน้ำ แจกัน ของโปร่งๆ ใสๆ ไหว้พระ : ปางห้ามญาติ ( พระประจำวันเกิด) กำลังวัน เท่ากับ 15 ( สวดแบบย่อ อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา) ทำทาน : มูลนิธิช่วยเหลือสตรี พฤติกรรม : ทำจิตใจให้สดชื่น แจ่มใส อยู่เสมอ อย่าวิตกกังวลเกินเหตุ ให้ความช่วยเหลือสตรีเช่นลุก ให้สตรีนั่งบนรถเมล์บริหารกล้ามเนื้อหน้าอกให้แข็งแรง
วันอังคาร อาหารคาว : < FONT color=blue>อาหารประเภทเส้น ขนมจีน วุ้นเส้น บะหมี่ ก๋วยเตี๋ยว เนื้อวัว ปลาช่อนตากแห้งทอด อาหารหวาน : ฝอยทอง สลิ่ม ลอดช่อง ทุเรียน ระกำ ขนุน น้ำสไปร์ท น้ำอัดลม ของถวายพระ : เหล็ก เครื่องมือประเภทเหล็ก กรรไกร แปรงสีฟัน ยาสีฟัน พัดลม กรรไกรตัดเล็บ ไหว้พระ : ปางไสยาสน์ (พระนอน) มีกำลังเท่ากับ 8 (สวดแบบย่อ ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง) ทำทาน : คนพิการทางปาก ปากแหว่ง ผู้ป่วยโรคลมชัก พฤติกรรม : ทำตัวให้กระฉับกระเฉง ตื่นตัว ขยันให้มากขึ้น ลดอารมณ์ร้อน การชิงดีชิงเด่น
วันพุธ (กลางวัน) อาหารคาว : เน้นสีเขียว-หมู แกงเขียวหวานหมู หมูปิ้ง หมูทอด ผัดพริกหมู คะน้าน้ำมันหอย อาหารหวาน : ขนมเปียกปูน เขียว น้ำฝรั่ง ชมพู่เขียว องุ่นเขียว มะม่วงเขียวเสวยฝรั่ง ชามะนาว ของถวายพระ : สมุด กระดาษ ปากกา ดินสอ อุปกรณ์การเรียนการศึกษา ไหว้พระ : ปางอุ้มบาตร (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ 17 ( สวดแบบย่อ ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท ) ทำทาน : คนพิการทางหู โรงพยาบาลโรคสมอง โรงเรียนสอนคนหูหนวก พฤติกรรม : อ่านหนังสือธรรมะ ร้องเพลง ฝึกสร้างความมั่นใจให้ตนเอง
วันพุธ (กลางคืน) อาหารคาว : ของหมักดอง ผักกาดดองผัดไข่ อาหารกระป๋อง แกงใบยอ หมูยอ แหนม ไข่เยี่ยวม้า ห่อหมก อาหารหวาน : ข้าวหมาก ขนมเปียกปูนดำ เฉาก๊วย ข้าวเหนียวดำ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผลไม้หัวโตๆ ทุเรียน ของถวายพระ : พัดลม เทปธรรมะ ยาแก้โรคลม ยาหอม ไหว้พระ : ปางป่าเลไลย์ ( พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ 12 (สวดแบบย่อ คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ ) ทำทาน : มูลนิธิหรือหน่วยงานที่เกี่ยวกับยาเสพติด พฤติกรรม : เลิกบุหรี่ เลิกดื่มหรือลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เลิกการพนัน เลิกทำตัวเหลวไหล เลิกเที่ยวกลางคืน เลิกยาเสพติดทุกชนิด
วันพฤหัสบดี อาหารคาว : ประเภทเถา แกงเลียง บวบผัดไข่ น้ำเต้า อาหารหวาน : แตงโม แตงไทย น้ำสมุนไพร ส้ม สาลี่ น้ำมะตูม น้ำว่านหางจระเข้ ของถวายพระ : สบง จีวร หนังสือธรรมะ ตู้ยา โต๊ะหมู่บูชา ไหว้พระ : ปางสมาธิ ( พระประจำวันเกิด) มี กำลังเท่ากับ 19 ( สวดแบบย่อ ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ) ทำทาน : โรงพยาบาลสงฆ์ บริจาคข้าวสาร เสื้อผ้า ผ้าห่มกันหนาว พฤติกรรม : นั่งสมาธิ สวดมนต์ ถือศีล5 อย่าซื่อจนเกินไป
วันศุกร์ อาหารคาว : ประเภทของหอม หวาน ข้าวหอมมะลิ ผักกาดหอม ไข่เจียวหอมใหญ่ ยำหัวหอม อาหารหวาน : ขนมหวาน หอมทุกชนิด น้ำเก๊กฮวย ผลไม้ที่มีกลิ่นหอม กล้วยหอม เค้ก ของถวายพระ : นาฬิกา โต๊ะรับแขก ดอกไม้สวยหอม ระฆัง ย่าม ไหว้พระ : ปางรำพึง ( พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ 21 ( สวดแบบย่อ วา โธ โน อะ มะ มะ วา) ทำทาน : เด็กด้อยโอกาส ให้เงิน ให้เสื้อผ้า อาหารที่หอมหวานชวนกิน เช่น ไอศกรีม พฤติกรรม : ทำตัวให้สดชื่นแจ่มใส บำรุง ดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่ตลอด จัดสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ สวยงาม เลิกการฟุ่มเฟือย
วันเสาร์ อาหารคาว : ประเภทของขม ของดำมะระยัดไส้ สะเดาน้ำปลาหวาน น้ำพริกปลาทู มะเขือยาว อาหารหวาน : ลูกตาลเชื่อม กาแฟ โอเลี้ยง ของถวายพระ : ร่มสีดำ กระเบื้องมุงหลังคา ไม้กวาด สร้างห้องน้ำถวายวัด ไหว้พระ : ปางนาคปรก ( พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ 10 ( สวดแบบย่อ โส มา ณะ กะ ระ ถา โธ) ทำทาน : โรงพยาบาลโรคจิต โรงพยาบาลโรคประสาท พฤติกรรม : กวาดลานวัด ล้างห้องน้ำวัด ไม่เครียด มองโลกในแง่ดี ขยะในบ้านยกทิ้งทุกวัน อย่าหมักหมม ขำ ๆ กับพระมหาสมปองญาติโยมหลายท่านมักถามว่า " ท่านบวชเรียนมาตั้งแต่อายุยังน้อย อยู่ในเพศบรรพชิตมามากกว่าครึ่งชีวิต มีโอกาสสัมผัสชีวิตฆราวาสไม่มากนัก แล้วเอาข้อมูล วัตถุดิบหรือมุกมาจากไหนหนักหนา"
อาตมาก็ตอบว่า หลักๆ เลยก็คือ การอ่าน นอกจากนั้นก็หนัง ละคร ที่ญาติโยมดูกันนั่นแหละ พอตอบออกไปอย่างนี้ โยมก็สวนกลับทันที " ไม่ผิดข้อห้ามหรือท่าน"
อาตมาก็จะอธิบายไปว่า ดูเพื่อให้เท่าทันกิเลสจะได้สกัดมันถูก และที่สำคัญ หากอาตมาไม่รู้หรือไม่เข้าใจ ตลอดจนไม่เท่าทันเรื่องราวทางโลกและ จะมาบรรยายธรรมให้ญาติโยมรู้สึกอินกันได้อย่างไร ซึ่งนอกจากการอ่าน การดูและการฟังแล้ว หลายวัตถุดิบที่นำมาสร้างเป็นมุกฮา ก็ได้มาจากการพูดคุยกับ เหล่าโยมๆ นี่แหละ อย่างวันหนึ่งระหว่างที่อาตมากำลังฉันเพลอยู่ก็มีโยมท่านหนึ่งโทร.มา " พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองนะคะ" " หา อะไรนะ" " พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองค่ะ" " ถ้าโยมแทนตัวว่าอาตมา แล้วอาตมาจะแทนตัวอาตมาว่าอะไร" " อ๋อ ขอโทษค่ะ" หลังจากนั้นก็คุยธุระกันจนจบ อาตมาก็กล่าวว่า " เจริญพร" " ค่ะ เจริญพรเช่นกัน" แน่ะ มีอวยพรให้พระด้วย
ข้างต้นก็คือ สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ ระหว่างพูดคุยกับเหล่าญาติโยม จนถือว่าเป็นเรื่อง ปกติสำหรับอาตมาไปแล้ว หรืออย่างก่อนหน้านี้มีโยมผู้หญิงคนหนึ่ง เดินถือสังฆทานมาอย่างมาดมั่น พอเข้ามาในกุฏิแล้ว เธอก็มุ่งตรงไปที่พระบวชใหม่รูปหนึ่งทันที " ถวายสังฆทานค่ะ" พระบวชใหม่ด้วยความที่ยังจำบทสวดต่างๆ ไม่ค่อยคล่องนัก จึงหยิบหนังสือขึ้นมาดู " ไม่ต้องค่ะ" โยมผู้หญิงคนนั้นกล่าวอย่างหนักแน่นตามสไตล์สาวมั่น " ดิฉันท่องได้ค่ะ เพราะคุณยายพาเข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ" เธอพนมมือขึ้น ก่อนกล่าวว่า " อิมานิ มะยัง ภันเต สะปะริวารานิ คิกขุ สังโฆ" ( ที่ถูกต้อง จะต้องเป็น ภิกขุ สังโฆ) พระบวชใหม่มีสีหน้างุนงง ก่อนหันมาถามอาตมา " คิกขุสังโฆ นี่มันฟังทะแม่งๆ นะหลวงพี่" อาตมาเกรงว่าโยมผู้นั้นจะหน้าแตก ก็เลยตอบไปว่า " คิกขุ แปลว่า น่ารัก สังโฆ แปลว่า สงฆ์ คิกขุสังโฆ ก็คือ แด่พระสงฆ์ผู้น่ารัก" เท่านั้นแหละ พระใหม่รูปนั้นนั่งยืดทั้งวันเลย
แต่ก็มีบางกรณี ที่การพูดผิดของคุณโยมทำให้อาตมาแทบจะสำลัก อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ มีโยมท่านหนึ่งโทรศัพท์มา " หลวงพี่ขา ขอเรียนเชิญนิมนต์ค่ะ" " ไปไหนล่ะโยม" " ไปมรณภาพที่บ้านน่ะค่ะ" โห นิม นต์พระไปตายถึงที่บ้านเลย อาตมาจึงบอกไปว่า ถ้านิมนต์ไปงานศพไปให้ได้ แต่ถ้าเชิญไปมรณภาพนี่ ช่วงนี้อาตมาไม่ว่างจริงๆ ขอตัวเถอะนะโยม
จากตัวอย่างที่อาตมาเล่าไว้ข้างต้น คุณโยมอาจจะเห็นเป็นเรื่องขบขัน แต่มันก็สะท้อน ให้เห็นความห่างเหินระหว่างคนกับวัดได้ในระดับหนึ่ง ปัจจุบันนี้คนจะนึกถึงวัดในกรณีพิเศษ เท่านั้น เช่นงานบวช งานศพ ต่างกับสมัยก่อนที่วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ฆราวาสกับพระจึง สนทนากันไหลลื่น ไม่มีคำแปลกๆ หรือผิดที่ผิดทางออกมาให้พระสุดุ้งแต่อย่างใด ซึ่งถ้าพูดถึงศัพท์แสงที่แสลงใจแล้ว ตอนไปบิณฑบาตอาตมาจะเจอบ่อยมาก เช่นมีอยู่ ครั้งหนึ่งระหว่างที่กำลังเดินๆ อยู่ ก็ได้ยินเสียงใสๆ แว่วขึ้นมา " แม่ๆ พระมาขอข้าว" " มาเยอะไหมลูก" " มา 2 อัน" โห เรียกอย่างกับชิ้นส่วนรถยนต์ นี่ถ้ามาเยอะๆไม่เรียกเป็นฝูงเลยเหรอ ดังนั้นเวลาไปบรรยายธรรมให้นักเรียนฟังอาตมาจะนำเรื่องนี้ไปสอดแทรกเพื่อสอน เด็กๆ ด้วย " ถ้าพระกิน เรียกว่า ฉัน" " พระนอน เรียกว่า จำวัด" (บางคนเรียกขี้เกียจเป็นพระนอนไม่ได้) " พระป่วย เรียกว่า อาพาธ" " พระตาย เรียกว่า มรณภาพ" (ไม่ใช่เรียกป่อเต็กตึ๊งนะ) " แล้วพระอาบน้ำล่ะ เรียกว่าอะไรเอ่ย" คราวนี้อาตมาถามให้เด็กๆ ตอบบ้าง " เรียกคนมาดู" ; จบกัน
ปล.เมื่อวาน (วันที่ 3 มกราคม 2551) พี่ณัฐได้ร่วมจัดงานฌาปณกิจศพ คุณตาขึ้นและได้จัดพิมพ์หนังสือเพื่อแจกในงานศพ ซึ่งพี่ณัฐรู้สึกว่าน่าจะเผยแพร่ให่กับเพื่อน ๆ น้อง ๆ ได้รู้และได้ศึกษากัน และจำทำให้ตอนต่อ ๆ ไปปขพี่ณัฐจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมอันเป็นกุศล คำว่ากุศลนั้น คือ ความฉลาด ความรู้ ส่วนคำว่าบุญ คือ ความอิ่มเอิบใจแม้จะไม่รู้ จาก พี่ณัฐครับ ไฟ น้ำ และความไว้ไจมีเพื่อนรักอยู่ 3 คน คือ ไฟ - น้ำ และ ความไว้ใจ ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ ลูก คนรัก เพื่อน หัวหน้า หรือ ลูกน้อง ถ้าหาก...คุณสูญเสียความไว้ใจที่มีต่อบุคคลนั้นไป...... คุณจะไม่พบมันอีกเลยในความสัมพันธ์ระหว่างคุณและเขา เทคนิคการเอาตัวรอด จากตำรวจจราจร
ขอแสดงความคิดเห็นกรณีสั่งปิดการออกอากาศ TITV เมื่อ 14 มค.51 เวลา 24.00 น.เมื่อคืนเวลา 24.00 น. (วันที่ 14 มค.51) TITV ถูกระงับการส่งสัญญาณ!!! โดยกรมประชาสัมพันธ์ช่อง 11 นี้มันเกิดอะไรขึ้น????
จริง ๆ ผมเป็นแค่คน ๆ หนึ่งที่เลือกจะรับฟังข่าวสารจากช่อง TITV เป็นหลัก เหมือนกับอีกหลาย ๆคน เพราะผมมีความเชื่อในคุณภาพข่าวที่ปรากฏ และผมเชื่อ...
เป็นเรื่องที่หน้าตกใจ เมื่อคืนผมเลิกงานกลับถึงบ้านประมาณเวลา 22.00 น. TV ช่องแรกที่ผมเปิด คือ TITV ผมไม่ได้เจาะจงที่จะเลือกเปิดแต่เป็นธรรมชาติโดยปกติ คือ ถึงบ้านกดรีโหมดเปิด TV กดช่อง TITV ฟังข่าวสารพร้อมกับทำงานอื่น ๆ ไปเรื่อย ๆ แต่วันนี้ไม่เหมือนกับทุกวันเมื่อผู้ประกาศข่าวแจ้งว่า ตนเองพึ่งได้รับเอกสารที่แฟกซ์มาจากกรมประชาสัมพันธ์ ลงวันที่ 14 มค.51 ลงนามโดยอธิบดี ฯ เพื่อให้ TITV หยุดการส่งสัญญาณ โดยช่อง 11 ส่งสัญญาณมาแทนในเวลา24.00น....
ทำเหมือนกับเล่นขายของ เหมือนกับองค์กรนี้ไม่ใช่องค์กร เหมือนกับอยากทำอะไรก็ทำ เหมือนกับ... มันไร้ซึ่งความเป็นมืออาชีพ คนธรรมดา ๆ ที่มีสามัญสำนึกเค้ายังไม่ทำกันแบบนี้เลย
ซึ่งมันไม่แปลกเลยในความรู้สึกของผมที่เห็นคุณภาพของช่อง 11 ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คุณเห็นช่อง 11 เป็นยังไง คุณภาพ หรือความสามารถของผู้บริหารก็เป็นอย่างงั้น... ผมบอกได้เลยว่ามันต่ำมากต่ำจริง ๆในความเห็นของผม
ที่บอกว่าไม่มีสามัญสำนึกและไร้ซึ้งความเป็นมืออาชีพ ก็เพราะว่ามีเห็นผลความจำเป็นอันใด ที่จะต้องปิดสถานีโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้าหากจะกระทำการใด ๆ ต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและต้องเชื่อมั่นได้ว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับได้และพร้อมรับฟังความคิดเห็นที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่คิดแบบเด็ก ๆ กลัวการแสดงความคิดเห็นโดยการ ปิดสถานี ปิดปาก ผมเชื่อว่าพลังของความถูกต้องพลังของประชาชนจะสามารถแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดครั้งนี้ได้
"คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ ท่านนายกฯ คิดอย่างไร? และท่านต้องการจะทำอะไร????"
ผู้บริหารมืออาชีพต้องสามารถทำการใด ๆ ที่ทำให้คนส่วนมากมีความเชื่อฟังอย่างเต็มใจ มีความมั่นใจ เคารพนับถือ และให้ความร่วมมือด้วยความจริงใจเพื่อปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์
ง่าย ๆ แค่นี้ยังทำให้เกิดไม่ได้....
ขอแสดงความคิดด้วยคนแค่นั้นครับ จากพี่ณัฐ คำขวัญวันเด็กจอมพล ป. พิบูลสงคราม พ.ศ. 2499 จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.ศ. 2502 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า พ.ศ. 2503 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด (เมแผนพัฒนาเศรษฐกิจ) พ.ศ. 2504 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย พ.ศ. 2505 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด พ.ศ. 2506 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด พ.ศ. 2507 ไม่มีคำขวัญ เนื่องจากงดการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ
จอมพลถนอม กิตติขจร พ.ศ. 2508 เด็กจะเจริญต้องรักเพียรทำดี พ.ศ. 2509 เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคาราวะ มานะ บากบั่น และสมานสามัคคี พ.ศ. 2510 อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรงดี มีความประพฤติเรียบร้อย พ.ศ. 2511 ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัย เฉลียวฉลาดและรักชาติ พ.ศ. 2512 รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นเด็กดีที่พึงจำ พ.ศ. 2513 เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส พ.ศ. 2514 ยามเด็กจงหมั่นเรียน เพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ พ.ศ. 2515 เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ พ.ศ. 2516 เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ
นายสัญญา ธรรมศักดิ์ พ.ศ. 2517 สามัคคีคือพลัง พ.ศ. 2518 เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี
หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช พ.ศ. 2519 เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรือง จะต้องทำตัวให้ดี มีวินัย เสียแต่บัดนี้
นายธานินทร์ กรัยวิเชียร พ.ศ. 2520 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย
พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ พ.ศ. 2521 เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ พ.ศ. 2522 เด็กไทยคือหัวใจของชาติ พ.ศ. 2523 อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย
พลเอกเปรรม ติณสูลานนท์ พ.ศ. 2524 เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม พ.ศ. 2525 ขยันศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย พ.ศ. 2526 รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัยและคุณธรรม พ.ศ. 2527 รักวัฒนธรรมไทย ใฝ่ดี มีความคิด สุจริตใจมั่น หมั่นศึกษา พ.ศ. 2528 สามัคคี นิยมไทย ใฝ่คุณธรรม พ.ศ. 2529 - 2531 นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ พ.ศ. 2532 - 2533 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม พ.ศ. 2534 รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา
นายอนันท์ ปันยารชุน พ.ศ. 2535 สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม
นายชวน หลีกภัย พ.ศ. 2536 - 2537 ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิงแวดล้อม พ.ศ. 2538 สืบสายวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
นายบรรหาร ศิลปอาชา พ.ศ. 2539 มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกใกลยาเสพติด
พลเอกชวลิต ยงใขยุทธ พ.ศ. 2540 รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด
นายชวน หลีกภัย พ.ศ. 2541 - 2542 ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย พ.ศ. 2543 - 2544 มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย
พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร พ.ศ. 2545 เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส พ.ศ. 2546 เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี พ.ศ. 2547 รัดชาติ รักพ่อแม่ รัดเรียน รักสิ่งดี ๆ อนาคตดีแน่นอน พ.ศ. 2548 เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด พ.ศ. 2549 อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด
พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ พ.ศ. 2550 มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข พ.ศ. 2551 สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม จากพี่ณัฐ "ปริญญาวิชาชีพกับปริญญาชีวิต"อยากให้ทุกคนได้อ่านบทความดีๆ เสี้ยวหนึ่งจาก ท่าน ว.วชิรเมธี แกมีบ้าน มีรถ มีลูก มีภรรยา มีธุรกิจ มีชื่อเสียงทุกอย่าง แกมีทุกอย่าง วันหนึ่งแกพักผ่อน หลังจากที่ทำงานแบบไม่ได้พักเลย ลุกเมียไปขอพบ บอกไปเจอพ่อที่ออฟฟิต วันหนึ่งแกไปพักที่ปากช่อง ตื่นขึ้นมากลางวันล้มฟุ๊บลงไป ภรรยาพาเข้าโรงบาล ตรวจพบมะเร็ง พอพบปุ๊บเป็นระยะสุดท้ายเลย จริง ๆ เค้าก็เตือนตลอด แต่พอไม่มีเวลาไปตรวจมันก็แก้ไม่ได้ แกไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล แล้วก็สารภาพให้รายการคนค้นคน บันทึกชีวิตแก
"ปริญญาวิชาชีพ" เราจะต้องทำมาหากินเป็น กินอิ่ม นอนอุ่น พูดง่าย ๆ ล้วงไปในกระเป๋าแล้วมีเงินใช้ อยากจะนอนมีบ้านเป็นของตัวเอง แค่นี้คือปริญญาวิชาชีพ แต่"ปริญญาวิชาชีวิต" ซึ่งเป็นปริญญาใบที่สองที่พ่อแกบอกไว้แกบอกว่าผมสอบตกโดยสิ้นเชิง ผมเป็นดอกเตอร์จากอเมริกาได้ปริญญาวิชาชีพ แต่ปริญญาวิชาชีวิตสอบตกเพราะอะไร เพราะทำงานจนป่วยตาย ธรรมะเราจะต้องมี ถ้าเราไม่มีธรรมะ เราจะกลายเป็นหุ่นยนต์เท่านั้นเองที่ทำงานแทบล้มประดาตายแล้วสุขภาพไม่ดีดังนั้นเมื่อเราทุกคนทำงานแล้ว อย่าลืมชั่วโมงสุขภาพของตัวเองในแต่ละวันนะ แต่ละวันควรจะมีให้ดูแลตัวเอง ดูจิต ดูใจตัวเอง ว่าเราเอ๊ะมันทุกข์มันทุกข์มากเกินไปรึเปล่า แบกเรื่องโน้นเรื่องนี้ เกินไปหรือเปล่า ตำรวจโคตรเลว...(คิดว่าเป็นเพียงส่วนน้อย)...ภัยจากปั๊มน้ำมันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย....โค.. ต.. ร เลวทั้งตำรวจและพวกที่อยู่ในแก๊งค์เลย ถ้าจริงสุดยอดไม่รู้จะประณามว่าอย่างไร ใครที่รู้จักคนใหญ่คนโต ก็ช่วยถามให้หน่อยนะ ว่ามีจริงไหม เท่าที่เพื่อนเคยโดนมานะครับ.... เวลาเราไปเติมน้ำมันตามปั้ม... ให้ลงมาดูนะครับเวลาเด็กปั้มมันเติม...... เพราะถ้าคุณไม่ดูอาจเป็นแบบเพื่อนผม..... เพื่อนผมไปเติมน้ำมัน ทางสายจะไปแพร่ เติมเสร็จขับรถออกมา ดูกระจกหลังเห็นมีถุงพลาสติกปลิวไสวๆ อยู่ที่ฝาเติมน้ำมัน มันก็เลยลงมาดู....เจออะไรรู้ไหมครับ เจอยาบ้า 5 เม็ดอยู่ในถุง มันก็เลยโยนทิ้งข้างทาง พอขับรถออกมาได้ สัก 1 กม. เจอด่านตำรวจครับ ตำรวจเรียกตรวจ..... คำแรกที่ตำรวจ (มัน) ถาม มันถามว่าเปิดฝาถังน้ำมันหน่อย...... พอจะรู้กันหรือยังครับ รถเพื่อนผมโดนรื้อทั้งคันเลย.... เพราะมันหายาบ้าไม่เจอ ท่าทางหงุดหงิดมาก ค้นอยู่นานเป็นชั่วโมงเลย พอไม่เจอมันก็เลยปล่อยเพื่อนผมไป พอจะวิเคราะห์ออกไหมครับ ตำรวจกับเด็กปั้มหากินด้วยกัน โดยการให้เด็กปั้มแอบเอายาบ้ามายัดตามรถที่เติมน้ำมัน ยัดเสร็จ โทรไปแจ้งรูปพรรณรถกะตำรวจ แล้วพอค้นเจอยาก็จะขอตังส์ ให้เรื่องจบ 2-3 หมื่น แล้วไปแบ่งกันกะเด็กปั้ม...! โชคดีที่เพื่อนผมเห็นทันเลยรอดตัว เวลาไปเติม น้ำมันสังเกตกันให้ดีนะ ครับถ้าเจออย่างนี้ เซ็งครับ
ไม่ใช่เรื่อง เล็กๆ เลย
ปล.จริง ๆแล้วเรื่องเลว ๆ ยังมีอีกเยอะ แต่เรื่องดี ๆก็มีเยอะไม่น้อยกว่ากันเลยครับ จากพี่ณัฐ .น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จเจ้าพี่นาง ฯ
จาก...พี่ณัฐ... อยากให้ทุกคนที่รักได้อ่าน ว่าข้อคิดของคุณนิรุตติ์ ศิริจรรยา ดีมากๆ รักและปรารถนาดีกับคำว่า“พอ” จุดเริ่มต้นของความสุข ผมคิดว่าอยู่ที่ การค้นหาตัวเองให้พบไม่ใช่เรื่องง่าย บางคนใกล้ตายยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เพราะติดอยู่กับความหลง หรือติดอยู่กับกระแส อะไรก็ตาม ผมก็เช่นกันเคยถูกชักจูงจากสังคม จากเพื่อนให้ไปทำงานหลายๆ อย่าง แต่ไม่ว่าทำงานอะไรก็ตาม ต้องทำด้วยความชอบ จึงจะประสบความสำเร็จ และต้องรับผิดชอบต่องานให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะเดียวกันไม่มีงานไหนราบรื่น ไม่มีหรอกที่ตัวเราจะไม่เครียด หรือไม่มีความทุกข์ หรือไม่หงุดหงิด อยู่ที่ว่าแก้ไขให้ดีขึ้นได้ไหม ถึงจะไม่ได้ทั้งหมด แต่อย่าเลวลงก็เท่านั้นเอง นั่นคือการดำรง ชีวิตอยู่ จนเมื่อผมเข้าสู่วงการภาพยนตร์ ได้ไปถ่ายหนังตามสถานที่ต่างๆ จึงค้นพบว่าจริงๆ แล้วตัวเองชอบทำ งานอิสระและไม่จำเจ ไม่มีเวลาทำงานตายตัว และไม่เครียด ทุกคนในกองถ่ายเป็นเพื่อนกันหมด ตั้งแต่นั้นผมก็ติดอยู่กับงานแสดงมาตลอด ซึ่งไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตามเราต้องทำตัวให้อยู่ได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ไม่ใช่อยู่ได้ด้วยการเอาตัวรอด เพราะการ เอาตัวรอดไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้องกับทุกอย่าง แต่ด้วยการรักษา และเคารพมารยาทในการอยู่ร่วมสังคมการทำงาน กับเพื่อนร่วมงานไม่แบ่งชั้นวรรณะ ทุกคนมีความสำคัญในการทำงานเหมือนๆ กันเพียงแต่รับผิดชอบหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง รวมทั้งการจัดระเบียบวินัยให้กับชีวิต ไม่ใช่ รับผิดชอบในการทำงานดี แต่ไม่ดูแลตัวเอง ในเมื่อพ่อแม่ให้ ร่างกายมา ครบ32 ประการ ก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องมีวินัยในตัวเอง ไม่จำเป็นต้องสวย หล่อ หรือต้องใส่แบรนด์เนม เพียงแค่ดูแลร่างกายให้สะอาด อยู่เสมอ ต่อให้ใส่อะไรก็ดูดีทั้งนั้น คนที่ทำงานหนักต้องพักผ่อนบ้าง ไม่ใช่ทำงานจนสลบคาโต๊ะ คาเก้าอี้ หรือรอ ให้ป่วยก่อนแล้วค่อยไปหาหมอ ขณะที่รถป้ายแดงกลับหมั่นเช็ดถูจนสี ถลอก ทำไมจึงห่วงรถมากกว่าตัวเอง เหมือนกับ ชีวิตได้มาฟรีก็เลยไม่ดูแล ขอให้คิดสักนิดว่าชีวิตคนยืนยาวกว่าของใช้ เยอะ ณ วันนี้ผมมาถึงจุดที่ตัวเองเพียงพอแล้ว ได้ทำงานที่ชอบและได้มีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ตัวเองรัก เสร็จงานกลับบ้านสวนที่จันทบุรี อยู่กับความเรียบง่ายของธรรมชาติอยู่กับการปลดปล่อย ไม่บังคับตัวเองว่าจะต้องกินอาหารเมื่อไร นอนหรือตื่นเมื่อไร ผมกินอาหารวันละมื้อมา 8 ปี จะกินก็ต่อเมื่อหิว และกินแค่พออิ่ม ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ การพักผ่อนที่ดีที่สุดคือ นอนหลับ และจะตื่นเมื่อร่างกายต้องการ ไม่ได้บังคับว่าต้องตื่นเพื่ออะไร เพราะอะไรก็ไม่หนีเราไปไหน ต้นไม้ยังรอ บ้านก็ยังรอเราอยู่ ผมใช้ชีวิตอย่างนี้มาสามสิบปีไม่เคยรู้จัก ความเหงา พอคนงานกลับไปหมด บ้านจะเงียบ ไม่มีคนอยู่ในสายตา ผมปิดไฟ มองเห็นดาวเต็มท้องฟ้า นอนฟังเสียง จักจั่น แค่นี้สำหรับผมก็พอแล้ว นิรุตติ์ ศิริจรรยา
ปล.จริง ๆ ชีวิตอิสระเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการและแสวงหาแต่จะมีซักกี่คนที่เลือกเดินตามใจตัวเอง ความอิสระเกิดขึ้นได้ทุกเวลาเพียงแต่เราเลือกเท่านั้น พี่ณัฐคิดอย่างนั้นจริง ๆ จากพี่ณัฐ เริ่มต้นจากความล้มเหลวชายคนหนึ่งเพิ่งจะมาพูดได้ตอนอายุ 4 ขวบ ชายคนนั้น...เพิ่งจะมาอ่านหนังสือออกตอนอายุ 8 ขวบ ชายคนนั้น...เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียน ชายคนนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนอาชีวะแห่งซูริค ชายคนนั้น...เคยถูกอาจารย์ระบุว่า "สมองช้าไม่ชอบสังคมและล่องลอยอยู่ในความฝันอันโง่เขลาของตัวเองตลอดเวลา" ชายคนนั้น...ชื่อ "อัลเบิร์ต ไอสไตน์" บิดาแห่งปรมาณู
ชายคนหนึ่งเคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนเตรียมทหารเวสต์พอยต์ ชายคนนั้น...ลองสมัครใหม่ดูอีกที ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอีกครั้ง ชายคนนั้น...พยายามเป็นครั้งที่สาม ชายคนนั้น...ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน ชายคนนั้น...ได้เป็นทหารสมใจ ชายคนนั้น...เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองได้สำเร็จ ชายคนนั้น...ชื่อ "นายพล ดักลาส แมคอาเธอร์" ผู้พิชิตแปซิฟิคแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง
ชายกลุ่มหนึ่งเป็นนักดนตรี ชายกลุ่มนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากผุ้บริหารคนหนึ่งจากบริษัทเดคคาเรคคอร์ติ้ง ชายกลุ่มนั้น...ถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า "เราไม่ชอบเสียงเพลงของพวกเขาและกลุ่มนักดนตรีที่เล่นกีตาร์กำลังจะหมดสมัยแล้ว" ชายกลุ่มนั้น...มีนามว่า "เดอะ บีเทิลส์" สี่เต่าทองแห่งตำนาน
ชายคนหนึ่ง...เป็นนักกีฬา ชายคนนั้น...เล่นบาสเกตบอลให้กับทีมโรงเรียนมัธยม ชายคนนั้น...เคยถูกคัดออกจากทีมโรงเรียน ชายคนนั้น...ชื่อ "ไมเคิล จอร์แดน" หนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลก
ชายคนหนึ่ง...เป็นนักแต่งเพลงชาวเยอรมัน ชายคนนั้น...สูญเสียความสามารถในการฟังลงเรื่อยๆ ชายคนนั้น...หูหนวกสนิทเมื่อมีอายุได้ 46 ปี ชายคนนั้น...ได้ใช้ช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตประพันธ์เพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุด ชายคนนั้น...ชื่อ "ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน" นักประพันธ์เพลงชื่อก้องโลก
ชายคนหนึ่งสอบตกประถม 6 ชายคนนั้น...เคยมีชีวิตที่พ่ายแพ้และล้มเหลวมาตลอด ชายคนนั้น...ล้วนทำประโยชน์ครั้งใหญ่ๆเมื่อเขากลายเป็นผู้สูงอายุแล้ว ชายคนนั้น...ชื่อ "เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล" อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ
ชายคนหนึ่งเรียนปริญญาตรี ชายคนนั้น...เคยถูกจัดให้เป็นแค่นักศึกษาระดับกลางเท่านั้น ชายคนนั้น...เคยสอบได้อันดับที่ 15 จากนักศึกษา 22 คนในวิชาเคมี ชายคนนั้น...ชื่อ "หลุยส์ ปาสเตอร์"
ชายคนหนึ่งเป็นนักร้อง ชายคนนั้น...เคยถูกผู้จัดการของ แกรนด์โอเลโอเพรย์ไล่ออก ชายคนนั้น...เคยโดนดูถูกว่า "แกมันไปไม่ถึงไหนเลย แกควรกลับไปขับรถบรรทุกมากกว่า" ชายคนนั้น...ชื่อ "เอลวิส เพรสลีย์"
หญิงคนหนึ่งเป็นนางแบบผู้เปี่ยมไปด้วยความหวัง หญิงคนนั้น...ทำงานให้กับบริษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่ หญิงคนนั้น...เคยโดนผู้อำนวยการบริษัท บลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่ดูถูกว่า "เธอควรไปเรียนด้านเลขาฯหรือไม่ก็แต่งงานเสียดีกว่า" หญิงคนนั้น...ชื่อ นอร์มา จีน เบเกอร์ หรือที่รู้จักกันในนาม "มาริลีน มอนโร"นั่นเอง
ชายคนหนึ่ง หลงใหลวิชาการเงินอย่างมาก ชายคนนั้น...ยื่นใบสมัครกับมหาวิทยาลัยธุรกิจฮาวาร์ดอันเลื่องชื่อ ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธในเวลาต่อมา ชายคนนั้น...ไม่ยอมแพ้เดินหน้าเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธุรกิจโคลัมเบีย ชายคนนั้น...สำเร็จการศึกษา ชายคนนั้น...ปัจจุบันมีสินทรัพย์รวมกว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเงินลงทุนเพียง 100 เหรียญสหรัฐ ชายคนนั้น...ชื่อ "วอเรน บัฟเฟตต์" นักลงทุนอัจฉริยะ อภิมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก
ชายคนหนึ่ง หลงใหลในคอมพิวเตอร์อย่างมาก ชายคนนั้น...ชอบหมกตัวกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ชายคนนั้น...ถูกเพื่อนมองว่า "สกปรก - บ้าคอมพิวเตอร์" ชายคนนั้น...เคยเสนอซอฟแวร์ระบบให้กับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์ ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใยดี ชายคนนั้น...ปัจจุบันคือผู้ให้การช่วยเหลือด้านเงินทุนกับ แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ ชายคนนั้น...เคยถูก ไอบีเอ็ม มองว่า "แค่เด็ก" ชายคนนั้น...ปัจจุบันเป็นผู้นำบริษัทซอฟแวร์ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก ชายคนนั้น...ชื่อ วิลเลี่ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่สามหรือ ที่รู้จักกันในนาม "บิลล์ เกตส์" ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ผู้ถือครองสินทรัพย์กว่า 46,000 ล้านเหรียญ
เชื่อว่าทุกคนเคยแพ้ เชื่อว่าทุกคนเคยล้มเหลว แต่คนแพ้ไม่ใช่คนที่ล้มเหลว คนล้มเหลวคือ...คนที่ล้มเลิกต่างหาก จากพี่ณัฐ _" หมดไฟ "_ในภาวะเศรษฐกิจปกติการออกจากงานของพนักงานส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยสมัครใจ และสาเหตุหลักก็คือ "การหมดไฟ" อาการเบื่องานของพนักงาน ไม่ใช่สิ่งที่เกิดเพียงข้ามคืน แต่เป็นกระบวนการที่อาศัยเวลา และเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็มักจะ มีความเกี่ยวข้องมาจากสาเหตุสี่ประการ ดังนั้น หน้าที่ของผู้บริหารก็คือคอยสังเกตสัญญาณเตือนเพื่อหาโอกาสในการป้องกัน ตอบโต้และ แก้ไขเพื่อให้เกิดการพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพและเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มผลผลิตต่อไป
สงสัยไหมว่าอะไรคืออุปสรรคในการพัฒนาศักยภาพพนักงาน
ลึกๆแล้ว พนักงานทุกคนต่างก็ต้องการเป็นพนักงานที่มีคุณภาพ และเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มผลผลิตให้กับองค์การด้วยกันทั้งนั้นทำไมน่ะหรือ ก็เพราะมันเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลน่ะสิ เมื่อผลประกอบการขององค์การดีขึ้น พนักงานก็มีโอกาสได้โบนัส และเงินเดือนที่เพิ่มมากขึ้น และนั่นก็หมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปด้วยเช่นกันถ้าเป็นเช่นนั้น ทำไมการพยายามเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงานในบางองค์การถึงไม่ประสบผลสำเร็จล่ะ -การวางนโยบายขององค์การ : ทุกองค์การมีเป้าหมายในการดำเนินงาน แต่ว่าผู้บริหารและพนักงานทุกคนก็มีเป้าหมายในชีวิตของตนเช่นกัน หากพนักงานมองว่าตำแหน่งที่เขามี งานที่ทำอยู่เป็นเครื่องมือในการพาเขาก้าวไปสู่เป้าหมายทางการเงิน ความมั่นคงทางอาชีพและสังคมที่ตั้งไว้ นั่นจะช่วยทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์การ และอยากจะทุ่มเทกับการพัฒนาผลิตภาพในองค์การมากขึ้น
-การสรรหาว่าจ้างที่ไม่สมเหตุสมผล : บางครั้งฝ่ายบุคคล คัดเลือกคนลงในตำแหน่งที่ว่างอยู่เพียงเพราะอัตราการจ่ายผลตอบแทนที่ตกลงกันได้ แต่กลับไม่เลือกคนที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม เพียงเพราะสิ่งที่เขาเรียกร้องนั้นมากเกินไป แต่อย่างไรก็ดี ไม่ว่าตลาดแรงงานจะอยู่ ในภาวะฝืดเคืองแค่ไหน จะต้องมีคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและไม่เรียกร้องมากไปอยู่ตรงไหนสักแห่ง จริงอยู่ว่าทักษะทุกอย่างเป็นสิ่งที่ฝึกฝนและสร้างขึ้นใหม่ได้ แต่จะไม่เป็นการดีกว่าหรือ หากสิ่งเหล่านั้นมีอยู่แล้วในตัวพนักงานที่คุณรับเข้ามา
-การฝึกอบรมที่ไม่เพียงพอ :มีแนวโน้มว่าพนักงานหนึ่งในสามของตลาดแรงงานในปัจจุบันนั้นเป็นพวกที่เปลี่ยนงานปีต่อปี ข้อสังเกตนี้ทำให้ผู้ประกอบการมองว่า การฝึกอบรมให้กับคนที่ไม่รู้ว่าจะอยู่กับองค์กรอีกนานเท่าไหร่ เป็นค่าใช้จ่ายที่เสียเปล่า เมื่อไม่มีการพัฒนาบุคลากร ความผูกพันกับหน่วยงานของพนักงานก็ยิ่งน้อยลง ความทุ่มเทให้กับงานและหน้าที่ก็ยิ่งน้อยลงไปด้วย ทำไมผู้บริหารไม่ลองคิดเสียใหม่ล่ะว่าการฝึกอบรมคือ การลงทุน ไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายที่เสียเปล่า
-การแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบ : บ่อยครั้งพนักงานที่ทำงานดีมักจะได้รับมอบหมายงานเกินกว่าหน้าที่ เพียงเพราะเจ้านายคาดหวังว่างานที่ออกมาจะดีกว่าให้คนอื่นๆทำ จำไว้อย่างหนึ่งว่า เราไม่สามารถเติมน้ำสามลิตรลงในภาชนะสำหรับบรรจุน้ำเพียงหนึ่งลิตรได้ บางครั้ง พนักงานบาง คนอาจจะทำงานได้ดีขึ้น ถ้าถูกกระตุ้นให้ทำงานเยอะขึ้นก็จริง แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างมีขีดจำกัดด้วยกันทั้งนั้น
อีกมุมมองของคนมีคู่รักคู่หนึ่งนั่งรถเมล์ที่กำลังตรงไปในเมืองในหุบเขา มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่ได้ลงกลาง ทาง หลังจากที่พวกเขาได้ลงแล้ว รถเมล์ก็วิ่งต่อไป แต่เพียงไม่นานก็มีหินก่อนขนาดมหึมา ได้ตกลงมาจากที่สูงมาก และทับรถเมล์คันนั้นพังยับเยิน ทุกคนที่อยู่ในรถในเวลานั้นเสียชีวิต ทั้งหมด
คู่รักคู่นั้นเมื่อได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็พูดขึ้นว่า " ถ้าพวกเรายังอยู่ในรถคันนั้นก็ดี น่ะซิ!" คนส่วนใหญ่น่าจะคิดว่า "ยังดีนะที่เราลงจากรถก่อน!"
แต่คู่รักคู่นี้กลับพูดสิ่งที่ต่างจากคน ส่วนใหญ่ คุณคิดว่าเพราะอะไร ???
ตอบมาก่อนนะว่าคิดว่าไง เดี๋ยวจะเฉลยทีหลัง ขอเฉลยนะครับ ถ้าพวกเขายังคงอยู่และไม่ได้ลงจากรถ รถเมล์คันดังกล่าวก็จะไม่ต้องหยุดรถเพื่อพวกเขา และจะขับเลยตำแหน่งที่หินถล่มลงมา!! ในชีวิตของพวกเรานั้น ให้ลองมองด้วยมุมมองที่ต่างจากของตัวเองและพยายามเข้าใจและช่วยเหลือผู้ อื่นมากขึ้น อย่าได้ใช้ชีวิตอย่างขาดสติและเฉยเมย ทำเพื่อตัวเองอีกต่อไปเลย คุณตอบปริศนาข้างบนถูกมั้ยครับ ? ถ้าคุณตอบถูก(โดยไม่เคยอ่านที่อื่นมาก่อนนะ) แปลว่าผมตาถึงมาก ที่ได้คุณมาเป็นเพื่อน แต่ถ้าคุณตอบผิด ก็ยินดีกับคุณด้วยที่เป็นเหมือนผม เรื่องของการดื่ม...ดื่มอย่างไรไม่ให้เสียของพร้อมสัมผัสกับรสชาติที่แอบซ่อน รู้จักคำว่า ' เสียของ ' กันบ้างมั้ย ? คนไทยเราน่ะ ชอบทำให้เสียของอยู่เรื่อย โดยเฉพาะนิสัย ' การดื่มแบบผสมมิกเซอร์ ' ทั้งหลาย นั่นแหละคือการทำให้วิสกี้ชั้นดีที่บางทีไม่ควรผสมใดๆ ต้อง ' เสียของ ' วันนี้จะหยิบเอาเรื่องวิสกี้ตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ มาพูดกันซะหน่อย เพราะว่าตระกูลนี้มีหลาย ' เลเบิ้ล ' เหลือเกิน ซึ่งมีวิธีการดื่มเฉพาะซะด้วย
เริ่มจาก ' เรด เลเบิ้ล ' (Red Label) กันก่อนเลยดีกว่า จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เรด เลเบิ้ล น่าจะดูถูกใจคนไทยที่สุด เพราะน้องเล็กสุดขวดนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการดื่มตลอดค่ำคืน พูดง่ายๆ ก็คือกินได้นานๆ สนุกสนานกันทั้งคืนนั่นแหละ แถมวิธีการกินที่ถูกต้องนั้น ก็ต้องผสมกับ ' มิกเซอร์ ' ทั้งหลาย อันเป็นวิธีการดื่มที่นิยมในหมู่คนไทยอยู่แล้วซะอีก ตอนนี้ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เรด เลเบิ้ล ก็เลยขายดีที่สุดไปโดยปริยาย ง่ายๆ จะใส่น้ำแข็ง ผสมโคล่า ชามะนาว หรือโซดาก็ได้ทั้งนั้น สุดแล้วแต่ว่าจะชอบรสชาติแบบไหนหลังผสมมิกเซอร์แล้วเท่านั้นเอง แต่นักดื่มมืออาชีพมักนิยมผสมน้ำก่อนแล้วจึงผสมโซดาตามลงไป ในอัตราส่วน2:1หรือที่เรียกกันว่า " โซดาลอย " นั่นเอง... ผสมเสร็จก็ เอ็นจอย ดริ๊งกิ้ง กันได้ทั้งคืน ( แต่อย่าขับรถหลังดื่มนะ )
โตขึ้นมาหน่อย กับความเคร่งขรึมแบบ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ค เลเบิ้ล วิสกี้ชั้นดีจากการหมักบ่มเพื่อให้ได้รสชาติที่คลาสสิกที่สุดนานถึง 12 ปี วิธีการดื่มที่ถูกต้องนั้นก็คลาสสิกไม่แพ้รสชาติของตัววิสกี้ ง่ายๆ เท่ๆ ดูดีด้วยสไตล์ที่เรียกกันว่า ' ออน เดอะ ร็อก ' นั่นเอง หรือถ้าอยากย๊ากอยากจะผสมมิกเซอร์เหลือเกิน ก็ต้องใส่น้ำแข็งเข้าไปเยอะๆ วิสกี้ ครึ่งแก้ว และโซดาอีกครึ่งแก้ว แค่นี้แหละ ก็จะได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ค เลเบิ้ล
มาถึงวิสกี้ตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ที่ไม่ค่อยจะเห็นบ่อยนักบ้างดีกว่า เริ่มจาก จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ โกลด์ เลเบิ้ล อายุ 18 ปีกันก่อน แค่นำ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ โกลด์ เลเบิ้ล ไปใส่ในช่องแช่แข็งสัก 24 ชั่วโมง ถ้าที่ในช่องแช่แข็งยังเหลือก็นำแก้วทรงสูงเปล่าๆ แช่ไว้ด้วย พอได้เวลา ก้รินใส่แก้วที่แช่ไว้ข้างกันๆ นั่นแหละ แล้วดื่มเข้าไปเลย ทันทีที่วิสกี้เย็นจัดปะทะกับความอุ่นในปาก กลิ่นหอมหวนนุ่มลิ้นจะอบอวล แหม...ยิ่งถ้ามีช็อกโกแล็ตดีๆ ไว้กินเข้าคู่ล่ะก็ จะเป็นความสุขที่ลืมไม่ลงเลย เชียว
ส่วน จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กรีน เลเบิ้ล ที่มีจำหน่ายแบบจำกัดประเทศนั้น หาน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ สักก้อน ใส่ในแก้วปากกว้างเพียงแค่ก้อนเดียว ไม่ต้องกลัวว่าน้ำแข็งก้อนนั้นจะเหงา เพราะเราจะเฝ้ามองอย่าทะนุถนอม จากนั้นริน จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กรีน เลเบิ้ล ลงไปไม่ต้องท่วมน้ำแข็ง แกว่งแก้วเล็กน้อย ให้อุณหภูมิของวิสกี้ชะอุณหภูมิของน้ำแข็งก้อนโต ดมกลิ่นวิสกี้ที่ระเหยขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนลิ้มรสวิสกี้ที่อุณหภูมิพอเหมาะพอดี งานนี้จะได้ รสชาติ กลิ่น และแสงที่วิสกี้ตกกระทบกับก้อนน้ำแข็งชวนมอง ( อันนี้เคยเสียของมาครั้งหนึ่งแล้ว )
ปิดท้ายกันที่วิสกี้ชั้นสูง จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล อายุ 25 ปี ที่หมักบ่มจากมอลต์คุณภาพสูง ตามวิธีการคลาสสิกแบบศตวรรษที่ 19 วิธีการดื่มวิสกี้ชั้นสูงนี้ก็คลาสสิกมาก เตรียมแก้วบรั่นดีสวยๆ ไว้สัก 2 ใบ แก้วนึงรินวิสกี้รอไว้ ส่วนอีกแก้วนึงรินน้ำแร่เย็นๆ ไว้เช่นกัน ดื่มน้ำแร่เย็นๆ เพื่อปรับอุณหภูมิในช่องปากกันก่อน จากนั้นจิบ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล ในแก้วบรั่นดีอีกใบตาม เมื่อน้ำแร่เย็นๆ ที่หลงเหลืออยู่ในช่องปากผสมกับวิสกี้ชั้นดีนี้ รสชาติที่แอบซ่อนจะซึมผ่านเพดานปากไปมัดใจนักดื่มเหล้าทั้งหลายไม่รู้ลืม
เสร็จสิ้นครบทั้ง 5 เลเบิ้ลของตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กันแล้ว ต่อจากนี้นักดื่มเหล้าชาวไทยทั้งหลาย ก็จะดื่มได้แบบไม่เสียของกันแล้ว แต่ที่สำคัญที่สุด ดื่มแล้วจะมึนน้อยหรือมึนมาก ก็อย่าขับรถเลย เก็บชีวิตที่มีค่าไว้สัมผัสกับสิ่งดีๆ ที่รอเราอยู่มากมายในวันข้างหน้าดีกว่า |
|
|