Mr.NAT's profileสมุดบันทึกของพี่ณัฐ--->พ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    เริ่มต้นจากความล้มเหลว

    ชายคนหนึ่งเพิ่งจะมาพูดได้ตอนอายุ 4 ขวบ

    ชายคนนั้น...เพิ่งจะมาอ่านหนังสือออกตอนอายุ 8 ขวบ

    ชายคนนั้น...เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียน

    ชายคนนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนอาชีวะแห่งซูริค

    ชายคนนั้น...เคยถูกอาจารย์ระบุว่า "สมองช้าไม่ชอบสังคมและล่องลอยอยู่ในความฝันอันโง่เขลาของตัวเองตลอดเวลา"

    ชายคนนั้น...ชื่อ "อัลเบิร์ต ไอสไตน์" บิดาแห่งปรมาณู

     

    ชายคนหนึ่งเคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนเตรียมทหารเวสต์พอยต์

    ชายคนนั้น...ลองสมัครใหม่ดูอีกที

    ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอีกครั้ง

    ชายคนนั้น...พยายามเป็นครั้งที่สาม

    ชายคนนั้น...ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน

    ชายคนนั้น...ได้เป็นทหารสมใจ

    ชายคนนั้น...เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองได้สำเร็จ

    ชายคนนั้น...ชื่อ "นายพล ดักลาส แมคอาเธอร์"

    ผู้พิชิตแปซิฟิคแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง

     

    ชายกลุ่มหนึ่งเป็นนักดนตรี

    ชายกลุ่มนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากผุ้บริหารคนหนึ่งจากบริษัทเดคคาเรคคอร์ติ้ง

    ชายกลุ่มนั้น...ถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า

    "เราไม่ชอบเสียงเพลงของพวกเขาและกลุ่มนักดนตรีที่เล่นกีตาร์กำลังจะหมดสมัยแล้ว"

    ชายกลุ่มนั้น...มีนามว่า "เดอะ บีเทิลส์" สี่เต่าทองแห่งตำนาน

     

    ชายคนหนึ่ง...เป็นนักกีฬา

    ชายคนนั้น...เล่นบาสเกตบอลให้กับทีมโรงเรียนมัธยม

    ชายคนนั้น...เคยถูกคัดออกจากทีมโรงเรียน

    ชายคนนั้น...ชื่อ "ไมเคิล จอร์แดน"

    หนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลก

     

    ชายคนหนึ่ง...เป็นนักแต่งเพลงชาวเยอรมัน

    ชายคนนั้น...สูญเสียความสามารถในการฟังลงเรื่อยๆ

    ชายคนนั้น...หูหนวกสนิทเมื่อมีอายุได้ 46 ปี

    ชายคนนั้น...ได้ใช้ช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตประพันธ์เพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุด

    ชายคนนั้น...ชื่อ "ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน" นักประพันธ์เพลงชื่อก้องโลก

     

    ชายคนหนึ่งสอบตกประถม 6

    ชายคนนั้น...เคยมีชีวิตที่พ่ายแพ้และล้มเหลวมาตลอด

    ชายคนนั้น...ล้วนทำประโยชน์ครั้งใหญ่ๆเมื่อเขากลายเป็นผู้สูงอายุแล้ว

    ชายคนนั้น...ชื่อ "เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล" อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

     

    ชายคนหนึ่งเรียนปริญญาตรี

    ชายคนนั้น...เคยถูกจัดให้เป็นแค่นักศึกษาระดับกลางเท่านั้น

    ชายคนนั้น...เคยสอบได้อันดับที่ 15 จากนักศึกษา 22 คนในวิชาเคมี

    ชายคนนั้น...ชื่อ "หลุยส์ ปาสเตอร์"

     

    ชายคนหนึ่งเป็นนักร้อง

    ชายคนนั้น...เคยถูกผู้จัดการของ แกรนด์โอเลโอเพรย์ไล่ออก

    ชายคนนั้น...เคยโดนดูถูกว่า "แกมันไปไม่ถึงไหนเลย

    แกควรกลับไปขับรถบรรทุกมากกว่า"

    ชายคนนั้น...ชื่อ "เอลวิส เพรสลีย์"

     

    หญิงคนหนึ่งเป็นนางแบบผู้เปี่ยมไปด้วยความหวัง

    หญิงคนนั้น...ทำงานให้กับบริษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่

    หญิงคนนั้น...เคยโดนผู้อำนวยการบริษัท

    บลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่ดูถูกว่า

    "เธอควรไปเรียนด้านเลขาฯหรือไม่ก็แต่งงานเสียดีกว่า"

    หญิงคนนั้น...ชื่อ นอร์มา จีน เบเกอร์ หรือที่รู้จักกันในนาม "มาริลีน มอนโร"นั่นเอง

     

    ชายคนหนึ่ง หลงใหลวิชาการเงินอย่างมาก

    ชายคนนั้น...ยื่นใบสมัครกับมหาวิทยาลัยธุรกิจฮาวาร์ดอันเลื่องชื่อ

    ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธในเวลาต่อมา

    ชายคนนั้น...ไม่ยอมแพ้เดินหน้าเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธุรกิจโคลัมเบีย

    ชายคนนั้น...สำเร็จการศึกษา

    ชายคนนั้น...ปัจจุบันมีสินทรัพย์รวมกว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

    จากเงินลงทุนเพียง 100 เหรียญสหรัฐ

    ชายคนนั้น...ชื่อ "วอเรน บัฟเฟตต์" นักลงทุนอัจฉริยะ

    อภิมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก

     

    ชายคนหนึ่ง หลงใหลในคอมพิวเตอร์อย่างมาก

    ชายคนนั้น...ชอบหมกตัวกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ

    ชายคนนั้น...ถูกเพื่อนมองว่า "สกปรก - บ้าคอมพิวเตอร์"

    ชายคนนั้น...เคยเสนอซอฟแวร์ระบบให้กับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์

    ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใยดี

    ชายคนนั้น...ปัจจุบันคือผู้ให้การช่วยเหลือด้านเงินทุนกับ แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์

    ชายคนนั้น...เคยถูก ไอบีเอ็ม มองว่า "แค่เด็ก"

    ชายคนนั้น...ปัจจุบันเป็นผู้นำบริษัทซอฟแวร์ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก

    ชายคนนั้น...ชื่อ วิลเลี่ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่สามหรือ

    ที่รู้จักกันในนาม "บิลล์ เกตส์" ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก

    ผู้ถือครองสินทรัพย์กว่า 46,000 ล้านเหรียญ

     

     

     

    เชื่อว่าทุกคนเคยแพ้ เชื่อว่าทุกคนเคยล้มเหลว

    แต่คนแพ้ไม่ใช่คนที่ล้มเหลว

    คนล้มเหลวคือ...คนที่ล้มเลิกต่างหาก

    จากพี่ณัฐ

    _" หมดไฟ "_

     ในภาวะเศรษฐกิจปกติการออกจากงานของพนักงานส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยสมัครใจ และสาเหตุหลักก็คือ "การหมดไฟ" อาการเบื่องานของพนักงาน ไม่ใช่สิ่งที่เกิดเพียงข้ามคืน แต่เป็นกระบวนการที่อาศัยเวลา และเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็มักจะ มีความเกี่ยวข้องมาจากสาเหตุสี่ประการ ดังนั้น หน้าที่ของผู้บริหารก็คือคอยสังเกตสัญญาณเตือนเพื่อหาโอกาสในการป้องกัน ตอบโต้และ แก้ไขเพื่อให้เกิดการพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพและเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มผลผลิตต่อไป

     

                     สงสัยไหมว่าอะไรคืออุปสรรคในการพัฒนาศักยภาพพนักงาน

    ลึกๆแล้ว พนักงานทุกคนต่างก็ต้องการเป็นพนักงานที่มีคุณภาพ และเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มผลผลิตให้กับองค์การด้วยกันทั้งนั้นทำไมน่ะหรือ ก็เพราะมันเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลน่ะสิ เมื่อผลประกอบการขององค์การดีขึ้น พนักงานก็มีโอกาสได้โบนัส และเงินเดือนที่เพิ่มมากขึ้น และนั่นก็หมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปด้วยเช่นกันถ้าเป็นเช่นนั้น ทำไมการพยายามเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงานในบางองค์การถึงไม่ประสบผลสำเร็จล่ะ
    สาเหตุที่เป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มผลผลิตของพนักงาน อาจจะเแบ่งออกกว้างๆ ได้ 5 ประการด้วยกัน

    -การวางนโยบายขององค์การ : ทุกองค์การมีเป้าหมายในการดำเนินงาน แต่ว่าผู้บริหารและพนักงานทุกคนก็มีเป้าหมายในชีวิตของตนเช่นกัน หากพนักงานมองว่าตำแหน่งที่เขามี งานที่ทำอยู่เป็นเครื่องมือในการพาเขาก้าวไปสู่เป้าหมายทางการเงิน ความมั่นคงทางอาชีพและสังคมที่ตั้งไว้ นั่นจะช่วยทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์การ และอยากจะทุ่มเทกับการพัฒนาผลิตภาพในองค์การมากขึ้น

    -การสรรหาว่าจ้างที่ไม่สมเหตุสมผล : บางครั้งฝ่ายบุคคล คัดเลือกคนลงในตำแหน่งที่ว่างอยู่เพียงเพราะอัตราการจ่ายผลตอบแทนที่ตกลงกันได้ แต่กลับไม่เลือกคนที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม เพียงเพราะสิ่งที่เขาเรียกร้องนั้นมากเกินไป แต่อย่างไรก็ดี ไม่ว่าตลาดแรงงานจะอยู่ ในภาวะฝืดเคืองแค่ไหน จะต้องมีคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและไม่เรียกร้องมากไปอยู่ตรงไหนสักแห่ง จริงอยู่ว่าทักษะทุกอย่างเป็นสิ่งที่ฝึกฝนและสร้างขึ้นใหม่ได้ แต่จะไม่เป็นการดีกว่าหรือ หากสิ่งเหล่านั้นมีอยู่แล้วในตัวพนักงานที่คุณรับเข้ามา

    -การฝึกอบรมที่ไม่เพียงพอ :มีแนวโน้มว่าพนักงานหนึ่งในสามของตลาดแรงงานในปัจจุบันนั้นเป็นพวกที่เปลี่ยนงานปีต่อปี ข้อสังเกตนี้ทำให้ผู้ประกอบการมองว่า การฝึกอบรมให้กับคนที่ไม่รู้ว่าจะอยู่กับองค์กรอีกนานเท่าไหร่ เป็นค่าใช้จ่ายที่เสียเปล่า เมื่อไม่มีการพัฒนาบุคลากร ความผูกพันกับหน่วยงานของพนักงานก็ยิ่งน้อยลง ความทุ่มเทให้กับงานและหน้าที่ก็ยิ่งน้อยลงไปด้วย ทำไมผู้บริหารไม่ลองคิดเสียใหม่ล่ะว่าการฝึกอบรมคือ การลงทุน ไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายที่เสียเปล่า

    -การแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบ : บ่อยครั้งพนักงานที่ทำงานดีมักจะได้รับมอบหมายงานเกินกว่าหน้าที่ เพียงเพราะเจ้านายคาดหวังว่างานที่ออกมาจะดีกว่าให้คนอื่นๆทำ จำไว้อย่างหนึ่งว่า เราไม่สามารถเติมน้ำสามลิตรลงในภาชนะสำหรับบรรจุน้ำเพียงหนึ่งลิตรได้ บางครั้ง พนักงานบาง คนอาจจะทำงานได้ดีขึ้น ถ้าถูกกระตุ้นให้ทำงานเยอะขึ้นก็จริง แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างมีขีดจำกัดด้วยกันทั้งนั้น

     

    วิธีคิดสร้างให้เกิดพลัง

    IT IS NOT A STORY BUT A TRUE INCIDENT THAT HAPPENED IN AMERICA .

    อันนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดในอเริกา

     

    An Indian man walks into a bank in New York City and asks for

    ชาวอินเดีย เดินเข้าไปในแบงค์ที่นิวยอร์ก

    the loan officer. He tells the loan officer that he is going

    แล้วก็ไปหาเจ้าหน้าที่สินเชื่อ แล้วก็บอกว่า

    to India on business for two weeks and needs to borrow $5,000.

    จะไปทำธุระที่อินเดีย 2 อาทิตย์ จะขอกู้เงิน 5,000 ดอลลาร์

    The bank officer tells him that the bank will need some form of

    เจ้าหน้าที่สินเชื่อแจ้งว่าจะขอ

    security for the loan, so the Indian man hands over the keys to

    หลักทรัพย์ค้ำประกัน ชาวอินเดียเลยโชว์กุญแจรถ

    a new Ferrari parked on the street in front of the bank.  He

    เฟอรารี่คันใหม่เอี่ยมที่จอดบนถนนหน้าแบงค์

    produces the title and everything checks out. The loan officer

    เค้าแสดงหลักฐานและตรวจสอบความถูกต้อง เจ้าหน้าที่สินเชื่อ

    agrees to accept the car as collateral for the loan.

    ตกลงที่จะรับรถคันนั้นไว้เป็นหลักประกัน

    The bank's president and its officers all enjoy a good laugh at

    ประธานธนาคารและเจ้าหน้าที่ทุกคนหัวเราะเยาะ

    the Indian for using a $250,000 Ferrari as collateral against

    ที่ชาวอินเดียนำรถเฟอรารี่คันละ 250,000 ดอลลาร์ มาเป็นหลักประกัน

     a $5,000 loan. An employee of the bank then drives the Ferrari

    เงินกู้แค่ 5,000 ดอลลาร์ แล้วเจ้าหน้าที่ธนาคารก็ขับเฟอร์รารี่

    into the bank's underground garage and parks it there.

     เข้าไปจอดในที่จอดรถใต้ดินของธนาคาร

    Two weeks later, the Indian returns, repays the $5,000 and        2

    อาทิตย์ต่อมา ชาวอินเดียคนนั้นกลับมา พร้อมชำระเงินกู้ 5,000 ดอลลาร์

    the interest, which comes to $15.41.The loan officer says,

     และดอกเบี้ย 15.41 ดอลลาร์ เจ้าหน้าที่สินเชื่อกล่าวว่า

     

    "Sir, we are very happy to have had your business, and this       "

    ท่านครับ ทางเรามีความยินดีที่ได้ทำธุรกิจร่วมกัน และ

    transaction has worked out very nicely, but we are a little

    ธุรกรรมครั้งนี้ดำเนินไปด้วยดี แต่ว่าเราสงสัยนิดหน่อย

    puzzled. While you were away, we checked you out and found

    คือ ตอนที่ท่านไม่อยู่ เราตรวจสอบแล้วพบว่า

    that you are a multi millionaire. What puzzles us is, why

    ท่านเป็นมหาเศรษฐี สิ่งที่เราสงสัยคือ

    would you bother to borrow "$5,000".

    ทำไมท่านต้องเดือดร้อนมากู้เงินแค่ 5,000 ดอลลาร์ด้วย"

    The Indian replies: "Where else in New York City can I park

    (ทึ่งมาก) ชาวอินเดียคนนั้นตอบว่า "แล้วมีที่ไหนในนิวยอร์ก ที่ผมจะจอด

    my car for two weeks for only $15.41 and expect it to be there

    รถของผม เป็นเวลา 2 อาทิตย์ โดยเสียค่าจอดแค่ 15.41 ดอลลาร์ พร้อมทั้ง

    when I return'"

    คาดหมายได้ว่า มันจะยังอยู่เมื่อผมกลับมา"!!!

    Ah, the mind of an Indian...

    อืมมม ก้นบึงในจิตใจชาวอินเดีย

     

    This is why India is shining.

    ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมอินเดียถึงสว่าง เอ๊ย

    ถึงกำลังเจริญเติบโตอย่างเร็ว

     

    ปล.วิธีคิดสร้างให้เกิดพลัง   >>> จากพี่ณัฐครับ

    เราถูกกำหนดให้เล่นตามเกมส์

    หลายวันแล้วเหมือนกันที่พี่ณัฐไม่ได้แชร์ประสบการณืกับน้อง ๆ เลยพูดถึงความรู้สึกที่พี่ณัฐคิดมานานแล้ว...ทุกวันนี้ทำงานพี่ณัฐมีน้อง ๆหลายคนที่ได้พบได้ทำงานร่วมกัน มีหลายครั้งที่ทำให้พี่ณัฐ นึกถึงตัวเองสมัยที่เริ่มชีวิตในวัยทำงาน ที่มีทั้งสนุกเฮฮากับเพื่อน ๆ ร่วมงาน...
     
       แต่ไม่สามารถหลุดพ้นจากวงล้อของเกมส์ได้ น้อง ๆของพี่ณัฐหลายคนต้องประสบปัญหาส่วนตัวหลายต่อหลายครั้งไม่มีแรงใจในการทำงานวันแต่ละวันนึกถึงภาระที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งแฟน ทั้งลูก ค่าเช่าบ้านก็ต้องจ่าย ค่ารถก็ต้องผ่อน บัตรแคiดิตก็เรียกตามเก็บทุกเดือนภาระต่าง ๆ เหล่านี้ที่เกิดกับน้อง ๆของพี่ ทำให้พี่ณัฐเป็นทุกข์ด้วยอย่างมาก (แม้ไม่แสดงออก)
       พี่ณัฐพยายามที่จะสอนให้น้อง ๆของพี่ณัฐชนะเกมส์นี้ ให้สามารถเปิดประตูออกมา และก้าวออกมาจากวงล้อของเกมส์ เพราะยิ่งอยู่ในวงล้อ ยิ่งวิ่งก็ยิ่งต้องวิ่งให้เร็วขึ้น วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า หากเราสังเกตซักนิดจะพบว่าในแต่ละวันที่ผ่านเข้ามาเราจะต้องเจอกับวัฎจักรเดิม ๆ หยุด... คิด... จะพบว่าเพี่ยงแค่เรา เปิดประตูด้านข้างวงล้อออกมาแล้วก้าวขาออกมาเท่านั้น... เท่านั้นเอง... โลกนี้ช่างสวยงานเต็มไปด้วยอิสระ ช่างกว้างใหญ่ไพศาลนัก แล้วทำไมเราส่วนมาก จึงไม่พบประตูนั้น ?
     
       หลายต่อหลายครั้งที่พี่ณัฐพยายามบอกกับน้อง ๆว่า อนาคตเราต้องออกแบบ...เรื่องจริง! ต้องออกแบบและวางแผน ยิ่งเวลาผ่านไปโอกาสเรายิ่งเหลือน้อย ชีวิตเราไม่สามารถปล่อยให้แล้วแต่ฟ้ากำหนด หากเราต้องการเป็นผู้ชนะในเกมส์ แต่เมื่อมารู้สึกตัวอีกที ก็ใกล้หมดเวลาเต็มที แล้วทีนี้ก็จะมาคอยหวัง ฝากความหวัง ผลักภาระให้ลูก ยกความหวังของเราทั้งหมดให้ลูกที่เราคิดว่าเป็นตัวแทนที่ต้องค่อยสานต่อความหวัง (เป็นวัฏจักรอีกระดับหนึ่ง)
     
    ปล.ความสุข ความพอใจไม่ใช่ว่าเราเป็นผู้ชนะ เพราะผู้ชนะไม่ได้หมายถึงผู้ที่สามารถควบคุมระบบได้ (ตามความคิดของพี่ณัฐ ทุกวันนี้เราเป็นผู้ถูกกำหนด เราเป็นแค่ตัวประกอบเสี้ยวหนึ่งของระบบและมีไม่กี่คนที่ค่อยกำหนดเกมส์ให้เราเล่น) วันนี้อาจจะหนักไปซักนิดนะครับ น้อง ๆสามารถแสดงความคิดเนเกี่ยวกับคำว่า "เราถูกกำหนดให้เล่นตามเกมส์" ที่เราไม่เคยรู้ตัวเลยว่าเราถูกวาง ได้นะครับ
    จากพี่ณัฐ

    บางคน...

        วันนี้พี่ณัฐนั่งทำงานจนดึก...(ดูเวลาก็พึ่งจะสามทุ่มเอง)...เลยมาเปิด spaces ของน้อง ๆ ดู บางทีก็แวะเข้าไปลงสมุดเยี่ยมบ้าง
    ก็นั่งคิดอยู่เหมือนกันว่าจะคุยเรื่องอะไรให้น้อง ๆ ฟัง (ตอนที่เปิดเข้ามาตรงเพิ่มข้อมูลก็ยังไม่รู้เลยว่าจะคุยเรื่องอะไร) นี้อาจเป็นข้อเสียของคนที่ทำงานมากไปหน่อยก็ได้...
       แต่ทุกอย่างในโลกนี้ จะได้อะไรมาต้องมีเสียบางสิ่งบ้างอย่างไปด้วยเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกว่าจะเสียสิ่งไหนและต้องการได้อะไร แต่สุดท้ายแล้วต้องไม่ลืมว่าชีวิตคนเรานั้นมีเวลาเป็นตัวกำหนด ว่าจะมีเวลาสั้นมากหรือสั้นน้อย...ที่สำคัญ คือ ต้องมีภาพแห่งความหวัง ซึ่งจะค่อยเติมกำลังให้เราเมื่อรู้สึกเหนื่อย...คนเราบ้างครั้งก็แปลกที่มีความสุขกับการได้ชนะความเหนื่อย ความย่อท้อของตนเอง...ยิ่งเหนื่อยมากพี่ณัฐต้องทำงานมาก...ยิ่งท้อมากพี่ณัฐยิ่งสู้ให้ยิบตา...นี้อาจเป็นข้อดีของเราก็ได้ (เหมือนกับพระอาจารย์พี่ว่าไว้...จากตอนออกบวช) 
     
    ตอนนี้ก็นึกดูว่า วันนี้พี่ณัฐผ่านเหตุการณ์อะไรมาบ้าง ที่พอจะแชร์ เล่าให้น้อง ๆได้ฟังกันบ้าง...
     
       น่าจะมีอยู่เรื่องนึงที่แว๊บเข้ามาตอนที่พี่ได้สั่งงานให้น้อง ๆเค้าทำ....คือ พี่ณัฐพบว่าแต่ละคนความสามารถหรือการตัดสินใจในงานนั้นมีไม่เท่ากัน บ้างคนงานหนึ่งงานใช่เวลาทำเพี่ยงอึดใจเดี่ยว แต่กับบ้างคนต้องใช้เวลาในการทำนานมาก ย้ำทำย้ำคิดแล้วคิดอีก แต่งานออกมาคุณภาพยังถือว่าน้อยอยู่มาก เป็นเพราะอะไร? ...
     
    บางคนได้เป็นหัวหน้างาน แต่บางคนอายุมากแล้วยังต้องรับคำสั่งจากคนอื่น
    บางคนรวย แต่บางคนยังหาเช้ากินค่ำ
    บางคนล้มเหลว แต่บางคนประสบแต่ความสำเร็จ
    บางคนก็ว่าทำไมเราถึงโชคร้าย แต่บางคนทำไมโชคดีตลอด
     
       แต่พี่ณัฐพบว่าขึ้นอยู่กับจินตนาการของแต่ละคน เพราะ การมองอนาคตระหว่างคนที่มองไกล กับ คนที่มองไม่ไกล การกระทำของแต่ละคนบอกถึงจินตนาการหรือเส้นทางเดินของแต่ละคน บางคนแสดงออกเพื่อวันนี้พรุ่งนี้ แต่บ้างคนการแสดงออกเพื่ออีก 5-8 ปีข้างหน้า
       บางคนพบแต่ความโชคร้าย โทษโชคชะตา โทษฟ้า โทษดิน พี่ณัฐพบว่าสิ่งที่เกินในวันนี้เกิดจากเราปฏิบัติตัวใกล้ความเสี่ยง สิ่งไม่ดีเลยมีโอกาสเกิดกับเรามากกว่าคนอื่นบางคนที่เราว่าเค้าโชคดี แล้วทำไมสิ่งดี ๆจึงเกิดขึ้นกับบางคน ? พี่ณัฐก็พบอีกเช่นกันว่าสิ่งดี ๆที่จะเกิดกับบางคนไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เกิดจากการวางแผนและการวางตัวของแต่ละคน
       แล้วทำไมเพื่อนสอบได้เกรดดีได้รับคำชมเชยตลอด แล้วทำไมเราถึงโชคร้ายสอบซ่อมแล้วซ่อมอีก? พี่ณัฐก็พบอีกเหมือนกันว่าเค้าได้วางแผนและเตรียมตัวให้พร้อมกับการสอบ เค้าทุ่มกันจนสุดตัวกับการอ่านหนังสือ เค้ามุ่งมั่นจนสุดกำลังกับการเรียนไม่เคยท้อ เพราะเค้ารู้ว่าเค้าทำเพื่ออนาคตข้างหน้าของตัวเองเค้าเห็นภาพว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเค้าในอนาคต ถ้าเค้าทุ่มเทให้กับการเรียน กับเค้าเอาสบายสนุกกับเรื่องทั่ว ๆไปผลลัพท์ที่จะเกิดขึ้นนั้นต่างกันมาก
       แต่พี่ณัฐไม่ได้หมายความว่าคนที่เรียนเก่งเท่านั้นจึงจะประสบความสำเร็จ แต่จะบอกว่าเค้าเห็นอะไรก่อนลงมือทำและทำสิ่งที่จะไปให้ถึงนั้นดีที่สุด สุดความสามารถ พี่ณัฐก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบให้มาตีกรอบกับการเรียน แต่พี่ณัฐชอบเรียนรู้อ่านและเรียนรู้ทุกอย่างที่มีส่วนส่งเสริม สร้างความรู้และประสบการณ์เป็นรากฐานในการเดินทางตามภาพในอนาคตที่วางแผนไว้
      
       วันนี้ได้คุย m กับน้องคนนึงที่ชลบุรี น้องเค้าบอกว่าเค้าทำงานทุกอย่าง จนรู้สึกว่าเกินเงินเดือน พี่ณัฐถามต่อว่า เราทำงานนานแล้วยังในบริษัทที่ทำอยู่ น้องเค้าบอกว่า ทำงานได้ 3 เดือนแล้ว พี่ณัฐถามต่อว่าแล้วเราหวังว่าเราจะทำอะไรต่อในบริษัทนี้ (ตำแหน่งในอนาคต) น้องเค้าบอกว่า จะเป็นฝ่ายขาย พี่ณัฐเลยแนะนำว่า เงินเดือนนั้นไม่สำคัญนะเป็นการดีที่สุดที่เรามีโอกาสได้ทำงานหลาย ๆ อย่าง (มีคนสอน มีคนสั่งให้ทำ) ทั้งงาน admin ทั้งงานรับโทรศัพท์ลูกค้า ทั้งงานทำใบเสนอราคาให้เซลล์ ทั้งเป็นเลขาให้กับหลาย ๆ คน เพราะเรากำลังเรียนรู้งานและศึกษางาน เงินค่าจ้างวันนี้ไม่ใช่ค่าตัวเราในอนาคต แต่ประสบการณ์และความรู้ที่เราสะสมในวันนี้ต่างหากคือ สิ่งชี้วัดค่าตัวเราหรือความสำเร็จของเราในอนาคต (แต่พี่ณัฐไม่ได้หมายความว่าการที่เราให้คนอื่นมาตีค่าตัวเราคือสิ่งที่น่าภาคภูมิใจนะ)
     
       ปล.วันนี้คิดว่าจะไม่มีเรื่องเล่าซะแล้ว...เอาเข้าจริง ๆก็เยอะเหมือนกันนะ ที่ว่าเยอะเพราะว่ามีน้องบ้างคนเค้าบอกมาว่า อ่านวันเดียวไม่หมดหรอกบล็อกของพี่ณัฐ พี่ณัฐเลยตอบกลับว่า บล็อกของพี่ พี่ณัฐก็ไม่ได้เขียนในวันเดียวเหมือนกันแต่เกิดจากจากเขียนหลาย ๆ วัน
     
    จากพี่ณัฐครับ

    เล่ากันแบบสบาย ๆ

    วันนี้งานเสร็จแล้วก็สบายใจไปส่วนหนึ่ง...พี่ณัฐเลยแวะเข้ามาดู spacese เห็นครั้งสุดท้ายที่แชร์ประสบการณ์ไปก็หลายวันแล้วเหมือนกันนะ (17-08-50)
    ก็มานั่งนึกอยู่เหมือนกันว่าวันนี้จะเล่าเรื่องอะไรให้ฟังกันดี...
     
    งั้นวันนี้พี่ณัฐเล่าเรื่องที่มีผลมากที่สุดต่อความสำเร็จของทีมก็คือเรื่องคน   ที่บอกว่าเรื่องคนสำคัญที่สุดของการอยู่รอดของกิจการก็เพราะว่า คนสามารถททำขยะให้เป็นเงินได้   คนทำกระดาษให้เป็นเงินได้   แต่ว่าเรื่องคนนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากเพราะเกี่ยวเนื่องกับความรู้สึก   ถ้าคุณเคยออกกฏบ้างอย่างแล้วให้พนักงานทำตาม   จะมีทั้งที่ยอมรับได้แล้วมีทั้งต่อต้านแม้ว่ากฏนั้นจะดีขนาดไหน....หรือว่าถ้าคุณเจอพนักงานที่ทำงานด้วยความทุ่มเทให้กับองค์กรแล้วซักวันคุณแค่แสดงความรู้สึกบ้างอย่างออกมาโดยคุณไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่แสดงออกมากนัก   (แค่บางอารมณ์)   ก็อาจส่งผลต่อความรู้สึกของทีมงานได้เหมือนกัน
     
    ผมจะบอกน้อง ๆเสมอว่าถ้าคุณเป็นหัวหน้าคุณต้องมีความหนักแน่นต่อการแสดงออกถึงว่ารู้สึก   เพราะคุณแสดงออก 1   แต่ลูกน้องของคุณจะตีความหมายและจะแสดงออกเป็นทวีคูณของคุณซึ่งอันตรายยิ่ง...
     
    อ้อ...ฝากไว้อีกนิดหนึ่ง คือ เมื่อคุณทุ่มเทกับงานแล้วอย่าใช่ความทุ่มเทนั้นเพื่อเรียกร้องอภิสิทธ์   เพราะคนทำดี   คนที่เสียสละต้องได้สิ่งที่ดีกลับคืนมาแน่ ๆ อาจจะช้าหรือเร็ว หรือคนอื่นไม่เห็นแต่เราเห็น   เราภูมิใจที่ได้ทำเต็มที่กับสิ่งที่เราเต็มใจ
     
    ปล.วันนี้คุยสบาย ๆกันนะครับ
    จากพี่ณัฐ 

    บรรทัดฐานต้องไม่เปลี่ยนแม้เวลาจะเปลี่ยนไป

    พี่ณัฐอยากจะพูดถึงบรรทัดฐานของผู้ที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้างาน
    เมื่อเราหรือใครก็ตามเมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้างานแล้วนั้นได้ หมายถึงว่า เราเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบ เป็นตัวอย่างได้ในงานนั้น ๆและท่านจะได้รับการคาดหวังว่าท่านสามารถนำพาทีมไปสู่เป้าหมายที่กำหนดได้ เมื่อเราทำงานมาช่วงเวลาหนึ่งแล้วเราสามารถสร้างบรรทัดฐานเป็นแบบอย่างได้แสดงว่าท่านเหมาะสมกับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่อย่าเข้าใจผิดหรือสำคัญตัวผิดว่าท่านคือคนสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยในทีม เพราะความสำเร็จที่ผ่าน ๆมานั้น เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทีมทั้งหมด นี้คือจุดอันตรายของหัวหน้างานเพราะจะเป็นตัวกำหนดว่าเราสามารถที่จะไปต่อได้หรือไม่ในเส้นทางอนาคตของเรา
     
    พี่ณัฐพบพฤติกรรม 3 รูปแบบในการแสดงออกของคนในเมื่อมีโอกาสก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับหัวหน้างาน ซึ่งทั้งสามรูปแบบนี้จะชี้อนาคตว่าเราสามารถหรือมีคุณสมบัติที่จะไปต่อได้หรือไม่ในเส้นทางของเกมม์นี้
     
    พฤติกรรมแบบที่ 1 หัวหน้าที่แสดงออกถึงอำนาจกดขี่ข่มเหงผู้ร่วมทีม (ส่วนมากมักจะไม่เกิดกับผู้ที่เริ่มมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้างานใหม่ ๆ) ใช่ความคิดหรือบรรทัดฐานตัวเองเป็นใหญ่ ซึ่งผมไม่ได้ชี้ว่าผิด แต่ต้องใช้ความเก๋าในโอกาสเพื่อการตัดสินใจที่เหมาะสม เพราะทีมสำคัญที่สุดคือทุกคนมีส่วนร่วม รูปแบบนี้เป็นอันตรายต่อหัวหน้างานเองอย่างมาก เพราะต้องไม่ลืมว่าเราไม่สามารถใช้หัวคนเป็นบรรไดกก้าวข้ามปัญหาได้ แต่เราต้องใช้มือของทีมประสานแล้วเราก้าวนำ นำทางทั้งทีมสู่ความสำเร็จ
     
    พฤติกรรมแบบที่ 2 หัวหน้างานแสดงออกถึงความเป็นคนดี ยกย่อทีมเพื่อส่งเสริมให้ตัวเองได้รับการยอมรับจากทีม รูปแบบนี้อันตรายอย่างยิ่งในการทำงานเป็นทีมซึ่งจะมีผลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เราต้องส่งเสริมให้คนทำงานสู่เป้าหมายให้สำเร็จ ต้องไม่สรรเสริฐเยินย่อเพื่อให้ตนเองเป็นที่ยอมรับ
     
    ทั้ง 2 รูปแบบเกิดจากความคิดแบบเดี๋ยวกัน คือ ถือความสำเร็จของตัวเองเป็นใหญ่ ถนนสายนี่อีกยาวไกลนัก ผู้ที่จะะผ่านระดับแต่ละระดับได้นั้น สิ่งสำคัญ คือ ต้อง สร้างบรรทัดฐานความถูกต้องให้เกิดและปลูกไว้ก้นบึงของสามัญสำนึกให้ได้ พี่ณัฐพบว่าหัวหน้างานที่ให้ตัวเองเป็นที่ตั้ง และเสียสละในงาน เมื่อถึงเวลาจะแสดงออกด้วยการใช้ความเสียสละที่ผ่านมาเป็นเครื่องต่อรองอภิสิทธ์ต่าง ๆให้ตัวเอง และอันตรายอย่างยิ่ง เพราะจะแสดงให้เห็นถึงระดับ และพบทางตัน!!!
     
    พฤติกรรมแบบที่ 3 หัวหน้างานที่มีเป้าหน้าหลักในการนำพาทีมสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่รับผิดชอบ จากบรรทัดฐานความถูกต้องเป็นเครื่องชี้นำ แต่หัวหน้างานต้องมีและสร้างให้เกิด และเราไม่จำเป็นต้องแสดงอำนาจกดขี่เพื่อให้งานสำเร็จ เราไม่จำเป็นต้องยกย่อเพื่อให้คนอื่นยกย่อง เพราะอำนาจของหัวหน้างานมี 2 อย่างคือ จากการแต่งตั้ง และจากการยอมรับ
     
    ปล.พี่ณัฐรับรองได้ว่าแบบที่ 3 นี้ทำให้เส้นทางของเรานั้นยาวขึ้นอีกมาก แล้วเราจะพบว่าสองข้างทางที่เราเดินผ่านนั้นสวยงามแค่ไหน ปัญญาในเส้นทางทำให้เราตื่นเต้นและมีความสุขแค่ไหน เพราะความสุขเกิดจากความสำเร็จที่เราสามารถชนะอุปสรรค แม้จะเรื่องเล็กแค่ไหนหรือว่าจะใหญ่แค่ไหน ขอให้เราสนุกกับการได้ทำในสิ่งที่เราพอใจและเต็มใจ จงทำทุกอย่างด้วยความพอใจและใจที่บริสุทธิ์ พี่ณัฐรับรองได้ว่าความสุขเกิดแน่ 100 %
     
    พี่ณัฐย่อให้จากประสบการณ์ครับ
     
     

    สองรูปแบบในการสร้างแรงจูงใจ

    วันนี้ผมนึกภาพของรูปแบบ 2 รูปแบบที่เป็นเรื่องปกติที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตปัจจุบันในการทำให้พนักงานทุ่มเทแรงการและแรงใจในการทำงาน
    รูปแบบแรก
    เป็นแบบที่เราเคยชินกันอยู่และเริ่มมาตั้งแต่หลายยุคหลายสมัยและปัจจุบันส่วนมากก็ยังเป็นอยู่ คือ  แบบเฒ่าแก่บริหาร ถ้าลองสังเกตกันให้ดี ๆ หลายกิจการค่าแรง (ค่าจ้าง) น้อย แต่มีพนักงานที่อายุการทำงานมากกว่า 10 ปีและยังรักและทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กิจการอยู่ นั้นเกิดจากความเป็นกันเองและผลตอบแทนที่ไม่ได้ประกาศว่าเป็นค่าจ้าง (ซึ่งก็เป็นรายจ่ายของกิจการเหมือนกัน)
     
    รูปแบบที่สอง
    คือ แบบฝรั่ง แบบนี้ค่าจ้างสูง ทำมากได้มาก ประสิทธิภาพการทำงานยิ่งสูงผลตอบแทนยิ่งสูง แต่ ความเป็นกันเองระหว่างผู้บริหารกับพนักงานต่ำ  แต่ก็สามารถชักจูงหรือจูงใจให้พนักงานทุ่มเททำงานได้เหมือนกัน
     
    แล้วแบบไหนที่สามารถทำให้กิจการอยู่รอดและเติบโตได้ในระยะยาว ?
     
    เราลองมาพิจารณากันที่รายจ่าย ของแต่ละแบบต้องจ่าย
     
       แบบแรก (แบบเฒ่าแก่) ค่าจ้างน้อย ต้องบอกว่าดูเหมือนจะน้อย ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่น้อยตามบัญชีรายจ่ายเลย เพราะ รายจ่ายที่เกิดขึ้นจะเป็นรายจ่ายแฝงเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนแรงจูงใจ (ซึ่งคนไทยส่วนมากก็ชอบกันแบบนี้) รายจ่ายแบบนี้ถือว่าเป็นรายจ่ายที่อันตรายมาก เพราะไม่ได้ลงบัญชี ไม่ได้แสดงในต้นทุนของกิจการ
       เป็นสาเหตุให้กิจการระบบเฒ่าแก่ ล้มตายกันมานักต่อนักแล้วอันนี้เป็นผลเสีย  แต่สิ่งที่ได้จากพนักงาน คือ การทำงานแบบยอมตายถวายชีวิต (คือ สั่งให้เสร็จต้องเสร็จ ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ แบบที่เค้าว่ากัน)
     
       ส่วนแบบที่สอง (แบบฝรั่ง) ค่าจ้างสูง และก็สูงจริงตามบัญชี แต่ค่าใช่จ่ายในส่วนนี้ถูกคำนวณไว้แล้วในต้นทุนของกิจการ แม้แต่โบนัส ซึ่งก็คำนวณไว้แล้วตั้งแต่ต้นปีตามแผนการดำเนินงานประจำปี ซึ่งนี้ก็เป็นแรงผลักดันแรงจูงใจที่มีผลเหมือนกับแบบแรก แต่ที่ตรงกันข้ามคือ แบบที่สองพนักงานไม่ได้รับค่าจากจากความคาดหวังแต่ได้รับจากข้อตกลง หากทำได้ก็ได้รับตามตกลงหากประสิทธิภาพการทำงานต่ำกว่าเกณฑ์หรือทำไม่ได้ คือ ไม่สมควรที่จะอยู่ต่อไปในกิจการนั้น ๆ (ข้อดี คือ ความผิดหวังจากความคาดหวังจะมีน้อยและจะไม่ส่งผลด้านจิตใจกับกิจการในระยะยาวเพราะพนักงานจะพยายามกระตุ้นทักษะและความสามารถประสิทธิภาพของตัวเองให้อยู่ในระดับค่าจ้างเป้าหมายตลอดเวลา) ส่วนแบบแรกพนักคาดหวังค่าแรงจากความเห็นใจ ความเข้าใจ ซึ่งเกิดมาจากพฤติการการจ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายแฝงแบบเฒ่าแก่ ซึ่งจะส่งผลเสียอย่างมากในระยะยาวเพราะพนักงานจะไม่เห็นถึงความด้อยในมาตรฐานการทำงานของต้นเอง   สิ่งนี้จะไม่มีผลหรือกระทบมากนักกับกิจการขนาดเล็ก เพราะยังเหลือความสนิดสนมกันระหว่างผู้บริหารกับพนักงานเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว แต่สำหรับกิจการที่มองไปข้างหน้าและต้องการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ต้องสร้างความเป็นธรรมในค่าจ้าง มีการวางแผนงานบุคคล มีระดับทักษะที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงอัตราค่าจ้างเป็นสิ่งจูงใจในการพัฒนาทักษะของพนักงาน
     
       ปล.จริง ๆวันนี้ว่าจะเล่าแบบไม่เจาะจงอะไรมากซักเท่าไหร่ แต่ก็อดไม่ได้ต้องฟันธงว่า ความสามารถและทักษะของผู้บริหารที่จะผสมส่วนต่าง ๆให้กลมกลืนนั้นมีส่วนอย่างมากต่อความสำเร็จและความล้มสลายของกิจการ แต่ไม่มีสิ่งไหนที่ถูกต้อง 100 % หรือ ผิด 100 % เพราะสิ่งที่ถูกต้อง คือ ทุกคนที่ร่วมในกิจการงาน มีความเป็นอยู่ที่ดีตามสภาพและมีความสุขใจที่ได้มาทำงาน
     
                        จากพี่ณัฐครับ

    วิกฤต คือ โอกาส เกิดขึ้นที่มุมมอง

    ช่วงนี้งานเยอะและก็ยุ่งมาก แต่เมื่อกลับมานั่งทบทวนหาสาเหตุและก็ต้องร้องอ้อ....
    ผมคิดว่าหลายคนก็กำลังเผชิญกับเรื่องต่าง ๆ เหมือนกับผมเป็นอยู่ขณะนี้ แต่ผมกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไม ???
     
    ต้องยอมรับว่าช่วงนี้เศรษกิจและการทำธุรกิจมีปัญหาและไม่แน่นอน หลายบริษัทต้องปรับตัวเพื่อจะให้ตัวเองอยู่รอด รักษายอดขายให้คุ้มกับค่าใชจ่ายที่เกิดขึ้นในทุกวินาที ต้องหาทุกวิถีทาง งัดทุกกลยุทธ์ออกมาเพื่อรักษาประคองตัวให้อยู่รอด ผมคิดว่าคงเริ่มกันแล้วนะครับหรือหลาย ๆ ที่คงเตรียมตัวเตรียมใจกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว(หากใครยังไม่เริ่มคงต้องเร่งปรับตัวให้ทัน)

    แต่อย่าหลงทาง ???

     
    ผมเชื่อว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับมุมมอง ปัญหาไม่ใช่ปัญหา สำหรับ คีย์แมน แน่ ๆ แต่ปัญหา คือผู้มองปัญหาว่าเป็นปัญหา...
     
    ช่วงนี้ผมเชื่อว่ากลยุทธ์ที่ใช้ในการรักษายอดขาย (เพื่อหนีตาย) คือ ลดราคาเพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาด ประคับประคองให้ธุรกิจอยู่ได้ ผู้บริหารหลายรายคงเครียดและตรากตรำทำงานเพื่อรักษาให้ธุรกิจคงอยู่ แต่อย่าหลงทางครับ จงคงพื้นฐานและรักษาจุดยืนในการทำธุรกิจและเป้าหมายพื้นฐานไว้ให้ได้
     
    ในการทำธุรกิจ เป้าหมายหลักคือกำไร แล้วมุมมองของกำไร คืออะไร??? หลายท่าน หลายคน คงกำลังนั่งประชุม หรือกำลังเคร่งเครียดกับสภาพปัจจุบัน ลองหยุซักนิดและกลับมานั่งทบทวนดูว่ามุมมองของกำไร ของตัวท่านเองคืออะไร แล้วท่านจะเห็นโอกาสหรืออาจจะเป็นพลังที่คอยทวีคูณให้ท่านประกอบธุรกิจสำเร็จด้วยมุมมองใหม่ของท่านเองก็ได้
     
    โดยปกติมุมมองของผู้ประกอบการท้องถิ่น จะมองกำไรคือเงินที่เหลือจากการลงทุน ขายของได้ 100 บาท หักซื้อของ 75 บาท หัก ค่าดำเนินการทั้งหมดอีก 5 บาท กำไร คือ 20 บาท(ผมฟันธงได้เลยครับว่า ล้าสมัยแล้ว และจะไม่รอดแน่กับสภาพการแข่งขันในปัจจุบันในมุมมองของกำไรแบบนี้) เพราะผมเชื่อว่าคุณจะต้องเจอการดั๊มราคาชนทุนแน่ กับสภาพการรักษาให้กิจการอยู่รอดในสภาพปัจจุบันนี้
     
    หากคุณสามารถมองกำไร เป็นทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นมาโดยคุณต้องทำใจได้นะแม้ว่าจะไม่เหลือเงินติดกระเป๋าเลย แล้วทำไมจึงคิดแบบนี้ได้ มาจากพื้นฐานง่าย ๆ ครับสำหรับพลังการลงทุนแบบใหม่...เดี่ยวมาต่อตอนหน้านะครับ
     
    จากพี่ณัฐ
    ตอนที่ 1

    ความแตกต่างของวิธีการสอนงาน 2 รูปแบบ

    ทักษะ (skill) ในการทำงาน ผมจะแบ่งออกเป็น 5 ระดับ คือ
    1.ทำตามคำสั่งได้
    2.สามารถแก้ไขงานที่ทำได้
    3.แก้ไขงานนอกเหนือจากงานที่ทำได้
    4.แก้ปัญหาเรื้อรังได้
    5.สอนงานเป็น
     
       สิ่งสำคัญที่ระดับหัวหน้างานต้องมี คือ สอนงานเป็น ซึ่งในการสอนงานนั้นเราต้องรู้รูปแบบของการทำงานว่า งานที่ทำเป็นงานในส่วนการหรืองานที่ทำซ้ำวิธีการเดิมหรือไม่ และอีกรูปแบบหนึ่ง คือ งานที่ต้องเป็นเปลี่ยงรูปแบบเรื่อย ๆ ตามงานที่รับมา ทั้ง สองรูปแบบวิธีในการสอนงานจะแตกต่างกันและอาศัยความสามารถที่แตกต่างกันด้วย
     
       ตัวอย่างวิธีการใช้ที่ผมใช้อยู่ในปัจจุบันและได้ผลดี เช่น ที่ผ่านมาผมมีการวางแผนที่จะเพิ่มแผนกหนึ่งขึ้นมาซึ่งเปิดเพิ่มจากฝ่ายผลิต เนื่องจากมียอดขายและความต้องการของลูกค้ามากขึ้น จากเดิมเป็นเพียงแค่การผลิตตามสั่งทำนั้น ไม่มีรูปแบบตายตัว ผมรู้แล้วว่าสิ่งที่ต้องการ คือ สร้างรูปแบบการผลิตที่ทำงานซ้ำ ๆแบบเดิม
       แต่ปัญหาคือ ต้องสร้างพนักงานขึ้นมาใหม่และยังไม่เข้าใจวิธีการและรูปแบบการผลิต ในการสอนงานนั้น จะไม่ใช่วิธีการสั่งให้ทำ และต้องใช้เวลาในการสอนงาน ผมกำหนดไว้ที่ 1-2 สัปดาห์ในงานนี้ (แต่ระดับหัวหน้างานต้องเห็นภาพก่อนว่า ต้องการให้รูปแบบการทำงานเป็นแบบใด ต้องทำการผลิตอย่างไร มีเครื่องมือแบบไหนบ้างที่จะทำให้การผลิตมี Out put คุ้มค่าที่สุด)
    ผลที่แตกต่างกันละหว่างการสั่งให้ทำกับการสอนให้ทำ คือ
       ในการสั่ง ความเข้าใจของทีมงานในงานนั้น ๆจะเกิดขึ้นน้อยมากหรือบางครั้งไม่เกิดขึ้นเลยในกลุ่มพนักงานที่ไม่มีความรู้ แต่จะง่ายและให้ผลของงานออกมารวดเร็วแต่จะมีผลเสียในระระยะยาว
       ในการสอน การเรียนรู้ของพนักงานนั้นอาจจะใช้เวลามากน้อยต่างกันตามศักยภาพของพนักงานแต่ละคนและหัวหน้างานต้องใช้ความอดทนสูงแต่เมื่อรูปแบบการทำงานผลิตได้ซึมซับเกิดเป็นความชำนาญแล้ว ระยะยาวสามารถปรับปรุงวิธีการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากยิ่งขึ้น
     
    จากพี่ณัฐ

    จินตนาการความสำเร็จ (ต่อ)

          ช่วงนี้งานพี่เยอะมากไม่ค่อยจะมีเวลาว่างซักเท่าไหร่...วันนี้ก็ 4 ทุ่มกว่า ๆ แล้วพึ่งมีโอกาสขึ้นมาที่โต๊ะเพื่อแชร์ประสบการณ์ให้กับน้อง ๆอีกบทหนึ่ง...
    ก็นึก ๆอยู่เหมือนกันว่าจะคุยเรื่องอะไรแต่...แต่พี่คิดว่าการเรียนรู้จากประสบการรณ์ของคนที่สะสมมาแล้วนั้นสามารถย่อเวลาไปได้มาก...ซึ่งพี่ก็พยายามที่จะย่อประสบการณ์ของตัวเองจากการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่นทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ...(จากการอ่านและสังเกต)
          วันนี้พอจะนึกออกอยู่เรื่องหนึ่ง...พี่ยังจำได้ว่าสมัยที่พี่เริ่มทำงานแรก ๆ...ตอนนั้นประมาณได้ว่า คือ การเข้าไปเรียนรู้งาน สิ่งที่พี่เห็นคือ งานที่ทำนั้นจะมีหัวนห้างานค่อยควบคุมดูแล...ซึ่งคนส่วนมากที่เป็นลูกน้องก็จะค่อยทำไปตามคำสั่งและจะทึ่งกับการตัดสินใจบางอย่าง กับการบอก และสั่งให้ทำและงานก็ออกมาสำเร็จแม้งานจะยากหรือง่ายแค่ไหน...บางครั้งเวลาพี่ทำงานก็จะมีแว๊บหนึ่งที่นึกขึ้นมาสมัยก่อนที่ทีมงานและพี่ทึ่งกับงานที่สำเร็จจากการตัดสินใจของหัวหน้าของเรา...ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าเค้าทำอย่างไร..และคิดอย่างไร...และทำไม่เค้าจึงมีพลังกับทีมได้
     
          เคล็ดลับอยู่ที่ตรงนี้ครับ...คือ ต้องเห็นภาพสิ่งที่จะทำ...ต้องเห็นภาพว่ากำลังทำอะไรอยู่...ต้องเห็นภาพในอนาคตครับ...สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับพี่มาหลายปีแล้ว...งานที่กำลังทำถ้าพนักงานของพี่หันซ้ายพี่จะเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้น...เค้ายกมือขวาพี่เห็นภาพว่าจะได้อะไรจากมือขวาของเค้าและจะเสียอะไร...เค้าพูดหนึ่งคำ...พี่รู้ว่าหนึ่งคำที่พูดจะเกิดผลบวกปรือผลลบจากคำพูดนั้น...
     
          ปล.สิ่งนั้นเราต้องสร้างให้เกิด...สิ่งนั้นคนส่วนมากเรียกว่าความเก๋า...(อาจจะแง่ลบหรือบวกจากคนที่มอง)...แต่สิ่งนั้นพี่เรียกว่าจินตนาการความสำเร็จ...วันนี้พี่ไม่ฟันธง...แต่อยากจะบอกและแชร์ประสบการณ์ให้ฟังเพราะสิ่งที่พี่แชร์...เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งจากการอ่าน spaces ของพี่ไม่กี่ตอน   ซึ่งคนส่วนมากไม่ค่อยเค้าใจ...แต่จะมีบางคนเค้าใจ...ที่พูดยังงี้เพราะลูกน้องของพี่บางคนที่ทำงานกันมาหลายปี...พี่วางโอกาสให้กองอยู่ต่อหน้ายังไม่เห็นเส้นทางที่จะไป...บางครั้งเค้าอาจหลุดปากมาบ้างว่า "ผมเข้าใจพี่ครับและสัทธายอมรับในการตัดสินใจของพี่"...(บางครั้งพี่ก็หลุดปากออกไปบ้างว่าเข้าใจอย่างไร...แต่พี่ก็แต่ยิ้มและไม่ขยายความต่อ)...เพราะว่าจินตนาการของความสำเร็จนั้น...ของแต่ละคนอาจสั้นเพียงช่วงเวลาที่กำลังทำ(หรือไม่เเก้นเลย   ค่อยรับแต่คำสั่ง) บางคนอาจเห็นภาพล่วงหน้า 1-2 ปี บางคนอาจ 3-5 ปี บางคนอาจ 8-10 ปี ... แต่ของพี่ขึ้นอยู่กับความสำคัญของสิ่งที่กำลังทำ ... (มูลค่าของสิ่งที่ทำ) ...  แต่ภาพของความสำเสร็จของตัวพี่นั้น...ภาพที่มองเห็นนั้น คือ ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการแสดงออก คำพูดทุกคำ เส้นทางทุกก้าว และภาพสิ้นสุดของการเดินทาง
     
    ปล.(ว่าจะไม่ฟันธงนะวันนี้)... ว่าง ๆจะมาแชร์ให้เข้าใจกันอีกครังนะ...
     
     
    จากพี่ณัฐนะ

    มองให้เห็นภาพความสำเร็จก่อนลงมือทำ

       หลายครั้งที่ผมรู้สึกภูมิใจกับงานโครงการที่สำเร็จและทุกคนแสดงความชื่นชมกับสิ่งที่สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างสามารถจับต้องได้จริง....
    แต่ก่อนที่จะสำเร็จอย่างที่คนอื่น ๆ ได้ชื่นชมนั้นจะมาจากจุดเริ่มต้นของจินตนาการความสำเร็จก่อนเสมอ
     
     
       ทุกครั้งในการทำสินค้าตัวใหม่(เปิดไลน์การผลิตสินค้าใหม่)...ผมจะทดลองทำการผลิตสินค้าโดยคนงานเพียง 2-3 คน ผลิตด้วยด้วยเครื่องมืองที่หาได้ในโรงงานแต่ก่อนลงมือทำโครงการ ผมจะมองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นและจะต้องให้เป็นในอนาคตก่อนเสมอ...ผมจะเห็นรูปแบบการผลิตที่จะเกิดขึ้น ผมจะเห็นปริมาณสินค้าที่จะต้องผลิต ผมจะเห็นทีมงานที่แข็งขัน ผมจะเห็นมูลค้าของสินค้าที่จะทำ ผมจะเห็นสิ่งต่าง ๆที่จะเกิดขึ้นเสมอ ซึ่งเป็นข้อดีของ " จินตนาการของความสำเร็จ "  เพราะจะทำให้การทำงาน หรือ การดำเนินงานมุ่งไปสู่ภาพในอนาคต (เป้าหมายที่วางไว้) เสมอ
     
       บางครั้งในการเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ จะอาศัยการตัดสินใจของผู้บริหารหรือหัวหน้างาน ซึ่งสิ่งที่ใช้ในการตัดสินใจจะมี 2 อย่าง คือ 1.ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยหรือการจัดทำแผนธุรกิจ 2.ความเก๋า (หรือประสบการณ์) บางครั้งบางผู้บริหารใช้ 2 อย่างในการตัดสินใจ คำว่าประสบการณ์หรือความเก๋านี้ ผมเรียกว่า " ความเชื่อมั่นในจินตนาการความสำเร็จ "
     
       ผู้ที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องมี จินตนาการของความสำเร็จ หากยังไม่มีต้องฝึกฝนและสร้างให้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะในเส้นทางของการก้าวไปสู่ผู้บริหารมืออาชีพ จะเริ่มต้นจากการสร้างบรรทัดฐานหรือรูปแบบให้กับตัวเองก่อนเสมอ (โดยรูปแบบนั้นต้องถูกต้อง) ซึ่งจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากเราไม่เห็นภาพความสำเร็จของเราที่จะเกิดขึ้นก่อนในอนาคต 

    การจัดระบบงานของตัวเรา

    ในทุก ๆ วันผมจะประเมินงานต่าง ๆว่าสำเร็จตามแผนงานที่วางไว้ไหม? และนี้ถือว่าเป็นงานประจำวันอย่างหนึ่งที่ต้องทำ
     
    โดยปกติงานของเราในแต่ละวัน จะมีอยู่ 2 งานด้วยกัน คือ
    1. งานประจำ
    2. งานโครงการ
     
    งานประจำ คือ งาน Control และงาน kaizen
    ปัญหา คือ เราจะจัดการกับงานประจำอย่างไร ?
    ในงานควบคุม (Control) ให้เรามองภาพระดับงานเป็นปิรมิต
    คือ โดยงานระดับ Autonomation หรืองานที่ต้องใช้แรงงานทั้งหมดในการควบคุมโดยไม่มีเครื่องมือเข้าช่วยนั้นพยายามต้องให้เหลือน้อยที่สุด และใช้ระดับงาน Automation หรือจัดหาเครื่องมือและเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เมื่อสามารถทำได้ถึงขั้นนี้แล้ว พยายามจัดระบบงานให้อยู่ในขั้น Visual Control หรือ งานดูด้วยตาก็รู้ว่าปกติหรือผิดปกติ
     
    หมายเหตุ :
    Kaizen (ไคเซ็น) หมายถึง การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ที่เกี่ยวข้องกับทุกๆคน ดังนั้นชาวญี่ปุ่น     จึงมีคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีสักวันเดียวที่จะผ่านไป โดยไม่มีการปรับปรุงในส่วนหนึ่งส่วนใดในองค์กร”
         จุดแรกของการปรับปรุงก็คือ
    “การยอมรับว่ามีปัญหา”  ถ้าไม่มีการยอมรับมีปัญหาก็ไม่มีความต้องการที่จะปรับปรุง

    “ความพอใจเป็นศัตรูตัวสำคัญของไคเซ็น!!…”

         KAIZEN Tip ( เคล็ดย่อ )
    -เปลี่ยนเล็กๆน้อย ค่อยเป็นค่อยไป (Minor Change)& PDCA
    -เน้นที่วิธีการมากกว่าสิ่งของ-ไม่น้อยกว่าผลลัพธ์
    - มักเป็นการเปลี่ยนสภาพ-วิธีการทำงาน
    -ไม่ลงทุน-ลงทุนน้อยมากๆๆ
    -ใช้คน-ระยะเวลามากกว่า
    -เน้นคนที่คุ้นเคยกับงาน
    -คล้ายภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่ก็เน้น 4 จริง
    -ทำเพื่อตัวเอง (ก่อน)
    -อย่าหวังว่าจะสำเร็จทั้ง 100 %
    -สำคัญที่ลงมือทำ “ทำบ่อยๆ  ทำต่อเนื่อง  ทำทุกคน”
    -สิ่งที่ใครๆก็ทำได้

       ผมค้นพบปัญหาของผมว่ากิจการ งานของโรงงานมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและเติมโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ปริมาณงานมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นมากเกินกว่ากำลังของผมจะรับไหว...จึงได้วางแผนสร้างทีมงานขึ้นเพิ่มของทีมงานเดิมที่มีอยู่ ขั้นแรกในการสร้าง คือ ต้องสร้างหัวหน้างานจากพนักงานที่มีอยู่เดิม (หรือบางครั้งจากการสรรหาพนักงานใหม่) ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทนและใช้เวลามาก   แต่ก็คุ้มค่าในระยะยาว
      
    (ค่อยติดตามเรื่องนี้ต่อนะ...ว่าง ๆจะมาเล่าให้ฟัง)

    ทักษะการจูงใจของหัวหน้างาน

       ถ้าพูดถึงความคิดและความอดทนของลูกจ้าง...สำหรับผู้ที่ต้องการจะประสบความสำเร็จแล้ว   สิ่งที่ขาดเลยไม่ได้และเป็นพื้นฐาน คือ ความอดทนและจิตใจที่หนักแน่น  
     
       ในการทำงานที่มีรูปแบบการทำงานเป็นทีมสิ่งสำคัญที่สุดคือความสำเร็จของทีม หากเราเป็นส่วนหนึ่งของทีมบางครั้งอาจขาดความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของทีม โดยยึดถือตัวเอง แนวคิดของตัวเองเป็นหลัก
      
       ผมมีน้องคนหนึ่งอยู่ในระดับหัวหน้าแผนก ซึ่งเป็นทำงานอย่างเสียสละ แต่การเสียสละเป็นการเสียสละด้วยตัวเองไม่สามารถนำพาให้ทีมงานร่วมกันเสียสละได้ ไม่สามารถเป็นตัวอย่างในการเสียสละได้บางครั้งในการเสียสละที่มีคุณค่ามากที่สุด คือ การเสียสละอย่างเป็นแบบอย่าง การเสียสละเพื่อก่อให้เกิดการเสียสละร่วมกันของทีม เพราะการเสียเสละโดยมีตัวเองเป็นที่ตั้งจะทำให้ทีมงานเกิดความรู้สึกแคลงใจคิดว่าเป็นการเสียสละเพื่อหวังผลอะไรหรือไม่
     
       (จริง ๆตั้งใจ่ให้จบแต่ ติดตามวันหลังแล้วกันนะครับ)

    เล่าถึง คำว่า " ปัญหา"

       มีหลายครั้งที่พนักงานหรือคนส่วนใหญ่ พูดถึง ปัญหา แต่ไม่รู้ว่าปัญหา คืออะไร ? หรือไม่มีความเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่าปัญหา ซึ่งผลที่ตามมา คือไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ถึงรากเง้า ส่งผลให้เกิดปัญหาเรื้อรังตามมา
     
    ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าปัญหามี 2 แบบด้วยกัน คือ
     
    1.ปัญหารายวัน ซึ่งสามารถแก้ไขได้กับเหตุการที่เกิดขึ้นเฉพราะหน้า เป็นปัญหาทั่วไป แต่เมื่อแก้เสร็จแล้วต้องพิจารณาว่าได้ขุดรากเง้าของปัญหานั้นมาแก้ไขหรือยัง
    2.ปัญหาเรื้อรัง ซึ่งอาจเกิดจากแนวนโยบายของผู้บริหาร หรือหัวหน้างาน อันจะส่งผลให้เกิดความขัดข้องหมองใจ เกิดความไม่สบายใจ ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาอีกมายและยากที่จะแก้ไข   หากไม่มีความเข้าใจวิธีการค้นหารากเง้าของปัญหา
     
    เราสามารถศึกษาปัญหาอย่างวิทยาศาสตรได้โดยอาศัยหลักสถิติ
     
    ทุกครั้งที่เกิดปัญหา ผมจะพินิจพิจารณาปัญหาดังนี้ คือ
     
    ปัญหา   คือ   สิ่งที่ควรจะเป็นลบด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ค่าที่ได้อยู่ในค่าที่ยอมรับได้หรือไม่ ซึ่งอาจเป็นบวกหรือลบก็ได้
     
    หรือ y =  f(x) แล้ว f(x) คือ 1-2 ปัญหา คือ -1 นี้คือปัญหา เพราะ สิ่งที่ผมยอมรับให้เกิดได้ คือ +/- 0.10
     
    เพราะเรื่องที่คุณคิดว่าเป็นปัญหาอาจไม่ใช่ปัญหา หรือ เรื่องที่คุณคิดว่าไม่ใช่ปัญหาอาจเป็นปัญหา
     
    หรืออย่างเช่น วันนี้แฟนคุณกลับดึก แล้วปัญหาคือ อะไร
     
    คุณต้องรู้ก่อนว่า ฟังค์ชั่น x  คืออะไร บ้าง อาจจะเป็นเวลา อาจจะเป็นโอกาสที่รถจะติด อาจจะเป็นโอกาสที่จะสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงาน อาจจะเป็นระยะทางในการเดิมทาง อาจจะเป็น %ความไม่สบายใจหรือความสบายใจเมื่อได้กลับบ้าน
     
    ซึ่งสิ่งต่าง ๆเหล่านี้ สามารถหาปริมาณและถอดสมการให้รู้ปัญหาถึงรากเง้าได้   บางคนไม่อยากจะเชื่อว่าทุกเรื่องถ้าคิดให้เป็นวิทยาศาสตร์แล้วสามารถค้นหาและแก้ไขได้ด้วยวิทยาศาสตร์
     
     
    จุดสำคัญในการแก้ไขปัญหา คือ สามารถลำดับความสำคัญของปัญหาและแก้ปัญหาที่รากเง้า แล้วปัญหาเล็ก ๆ จะค่อย ๆหมดไปเอง
     
    หลักในการค้นหาปัญหา
     
     
     

    ขวัญและกำลังใจของพนักงาน

    ทรัพยากรในการบริหาร   ปัจจัยสำคัญที่สุดที่   คือ “คน” หรือ “ทรัพยากรมนุษย์”
    เพราะถ้าคนมีความสามารถแล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีและรวดเร็ว
    สิ่งสำคัญที่จะทำให้คนปฏิบัติงานได้ดีก็คือ “ขวัญและกำลังใจ”

    ซึ่งอาจหมายถึง   สภาพจิตใจหรือความรู้สึกของแต่ละบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ชี้ให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะร่วมมือประสานงานกัน

    หรืออาจหมายถึง สภาพที่เกิดขึ้นและสะท้อนให้เห็นถึงสภาพการทำงาน   เช่น   ความกระตือรือร้น อารมณ์ ความคาดหวัง ความมั่นใจ และองค์ประกอบอื่น ๆ

    หรืออาจหมายถึง องค์ประกอบที่ประกอบด้วย พฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงาน   การแสดงออกซึ่งความคิดเห็นเมื่อรวมกันแล้วย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของผู้ปฏิบัติงานที่มีต่อการทำง
    าน ความสัมพันธ์ในการทำงานกับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานอื่น ๆ

    เรา พบว่า คนงานสามารถทำงานได้โดยไม่ถูกไล่ออกจากงาน ด้วยการใช้ความสามารถที่มีอยู่เพียง 20-30 %เท่านั้น แต่ถ้าได้รับแรงจูงใจที่ถูกทางคนงานเหล่านั้นสามารถใช้ความสามารถที่มีอยู่ได้ถึง 80-90%

    ขวัญในการทำงานเกี่ยวข้องกับตัวบุคคล   มีความสามารถและยุ่งยากในกระบวนการบริหาร   เพราะบุคคลและกลุ่มบุคคลในหน่วยงานหรือองค์การมีอิทธิพลต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของงานในองค์การมาจากการจัดระบบบริหารเกี่ยวกับบุคคลจึงเป็นสิ่งที่ผู้บริหารจะต้องคำนึงถึง เรื่องราวต่าง ๆ ที่มีความสามารถของบุคคล

    ความต้องการของบุคคลโดยเฉพาะอย่างยิ่งขวัญและกำลังใจในการทำงานของบุคคลและกลุ่มที่แสดงออกในลักษณะต่าง ๆ กัน  
     
    ผู้บริหารที่ดีมีความฉลาดจะต้องรู้จักใช้ศิลปะในการจูงใจโน้มน้าวจิตใจบุคคลในองค์การให้มีการประสานสามัคคีีกัน เพื่อก่อให้เกิดพลังร่วมอันจะทำให้ประสบความสำเร็จไปสู่องค์การได้   ผู้บริหารย่อมได้รับผลสำเร็จในการบริหารงาน   ถ้าสามารถทำให้พนักงานมีขวัญและกำลังใจในการทำงานนอกจากนั้นขวัญยังสามารถช่วยให้เกิดสิ่งต่าง ๆ
    ดังต่อไปนี้


    1) ทำให้พนักงานเกิดความร่วมมือร่วมใจทำงานให้เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้
    2) สร้างความจงรักภักดีของพนักงานต่อบรรดาเพื่อนพนักงาน หัวหน้างานและสำคัญยิ่ง คือ ต่อองค์กร
    3) เสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างพนักงานกับนโยบายและภารกิจขององค์กร
    4) เป็นแรงจูงใจให้พนักงานเกิดความคิดสร้างสรรค์ในกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กร
    5) สร้างสามัคคีธรรมและทำให้เกิดกำลังสามัคคีร่วมกันในหมู่พนักงาน   อันจะทำให้มีการรวมตัวกันและช่วยกันแก้ไขปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นในองค์กรได้

    สิ่งสำคัญที่สุดและเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร คือ สร้างขวัญและกำลังใจให้เกิดขึ้นในองค์กรให้จงได้   เมื่อสามารถรวมแรงกายและแรงใจของคนหมู่มากได้เชื่อเถอะในโลกนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ

    บันทึกเก่า ๆ เก็บจากสมุด collegeblock

    เราต้องคิดทุกอย่างให้เป็น   วิทยาศาสตร์  
    มีต้นสายปลายเหตุ   มีที่มาและที่ไป
    แล้วเราจะสามารถเข้าใจได้ทุกอย่าง
    สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้จากสถิติที่ผ่านมา
    ความผิดพลาดจะเกิดขึ้นน้อยที่สุด
    ณัฐ 08-05-02
    *****************
     
    สิ่งที่ทำยากที่สุดในชีวิต คือการเรียนรู้เพื่อให้สามารถจัดการกับกระบวนการจัดการตนเอง
     
    *****************
     
    สิ่งต่าง ๆ สามารถศึกษาและเข้าใจได้   มีกระบวนการและวิธีการที่แน่นอนแล้วผลขึ้นอยู่กับตัวแปรหรือสภาพแวดล้อมที่เข้ามากระทำ
    เหมือน 1 + 1 = 2   ต้องเข้าใจตัวแปร
    ณัฐ 08-05-02
    แนวความคิดเพิ่มเติมเรื่องตัวแปร
    หากเราสามารถคิดทุกอย่างออกมาเป็นสมการได้จะพบว่าทุกอย่างมีคำตอบ
    ดังเช่น
    y = f(x)
    จะเห็นว่า y คือ คำตอบหรือผลลัพธ์ และ ฟังชัน ของ x คือตัวแปรที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ อาจจะเป็นสภาพแวดล้อมหรือสิ่งที่เป็นบวกหรือสิ่งที่เป็นลบ
     
    ณัฐ 29-05-07
     
     

    ทุกเส้นทางต้องใช้ความอดทนและมุ่งมั่น

    ทุกเส้นทางผมจะมองเห็นภาพความสำเร็จก่อนลงมือทำ...และพยายามหาหนทางสร้างให้สำเร็จ
    ด้วยความมุ่งมั่นและอดทน...ให้เวลากับทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องและมีผลกระทบ
     
     

    หน้าที่ของผู้บริหาร

    ...เราคงเคยได้ยินคำว่า " การเริ่มต้นที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง " คำ ๆนี้ผมยังมีความเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

    อดีต คือเครื่องชี้ปัจจุบัน และปัจจุบันคือเครื่องชี้อนาคต ถ้าเราดูปัจจุบันเราสามารถย้อนรอย...สามารถรู้อดีตได้เช่นกัน...ดังนันสิ่งเก่า ๆ...สิ่งไม่ดี
    ...สิ่งที่ผิดพลาด...ต้องปล่อยให้ผ่านไป ต่อไปนี้เราควรที่จะทำแต่สิ่งดี ๆ เพราะสิ่งดี ๆ ในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นดี ๆ ของวันพรุ่งนี้.

    ครั้งที่แล้วผมได้พูดถึงการสร้างความเข้มแข็งภายในองค์กรเพื่อเตรียมรับมือกับสภาวะการที่จะเกิดขึ้นในปี 50 นี้ (ซึ่งอาจจะหนักหนาสาหัสกว่าที่ผ่าน ๆ มา...อาจเป็นได้) แต่ทุกสร้างทุกอย่างขึ้นอยู่กับเราว่าเห็นอะไรในสถานะการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้ที่ประสบความสำเร็จมักกล่าวว่า "วิฤตสร้างโอกาสและก็จะเกิดวีระบุรุษด้วยทุกครั้ง (ซึ่งต้องเป็นเรา)"

    ... ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับผู้บริหารที่เป็นมืออาชีพ...?...

    ความเสื่อมถอยของธุรกิจเกิดขึ้นจากการบริหารของผู้บริหาร ความรุ่งโรจน์ก็เกิดจากการบริหารของผู้บริหารเช่นกัน... แล้วคุณรู้ไหม ? ว่าผู้บริหารมีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง (ผมเชื่อว่าคุณรู้...งั้นเรามาทบทวนกันอีกครั้ง)

    ผู้บริหารมีหน้าที่ในการบริหาร เป็นบุคคลในระดับผู้บังคับบัญชา มีฐานะโดยตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งมีความสำคัญขององค์การทั้งหลาย โดยได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบจากผู้รับผิดชอบในสายงานนั้น ๆ มาก่อนแล้วจนได้รับความเชื่อถือ และไว้วางใจจึงได้รับตำแหน่งให้เป็นผู้มีหน้าที่ในการบริหาร และมีความผูกพันกับงานของตนเพิ่มขึ้นและปราณีตขึ้น

    ความสำคัญของงานที่ต้องทำร่วมกันด้วยคนจำนวนมาก เป็นงานที่ต้องใช้ทั้งกำลังความคิด และสติปัญญา เป็นปัจจัยสำคัญ ฉะนั้น ผู้ที่มีหน้าที่บริหาร จึงต้องมีบทบาท
    และระดมกำลังทุกอย่างที่ตนมีเพื่อทำงานให้เต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ใต้บังคับบัญชา ที่จะนับถือเป็นเยี่ยงอย่าง และปฏิบัติตามอีกด้วย ซึ่งนอกจากจะเป็นคนดี มีคุณวุฒิ และประพฤติดี โดยเป็นผู้มีคุณภาพตลอดจนปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดตามระเบียบวินัยที่กำหนดขึ้นแล้ว ผู้บริหารมีหน้าที่บริหารจะต้องถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติ อันเป็นความดีพิเศษ ดังนี้

    1) ตั้งใจทำงาน จะต้องทำงานด้วยความจริงใจ เริ่มตั้งแต่การเข้าทำงานและการเลิกงาน

    2) อ่านใจผู้อื่นเป็น ต้องเป็นผู้รู้จักสังเกต คือ
    หมายรู้ได้ด้วยตนเองเพื่อให้เข้าใจในความต้องการของผู้ใหญ่ด้วย ในความต้องการของผู้น้อยด้วยโดยเฉพาะผู้น้อยที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาต้องพยายามแบ่ง และจัดงานให้ตามความรู้ความสามารถและความถนัดของเขา

    3) เห็นใจต่อผู้น้อย ผู้บริหารต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพราะ คำว่า “เห็นใจ” หรือ “การเห็นอกเห็นใจ” นี้ มีความหมายว่า “การรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา” คนดีมีคุณธรรมเท่านั้น ที่จะมีความเข้าใจและปฏิบัติตนเป็นผู้เห็นใจผู้น้อย ดังนั้นควรเป็นผู้มีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา

    4) มีใจเที่ยงธรรม คำว่า “เที่ยงธรรม” คือ “ตรงแท้ ตรงแน่นอน” เป็นสมบัติพิเศษ อีกประการหนึ่งของนักบริหาร ผู้เป็นนักบริหารต้องปฏิบัติตนเป็นคนเที่ยงธรรมในการปกครอง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ต้องวางตนให้เป็นคนยุติธรรม การมีหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชานั้นมีส่วนให้คุณและให้โทษต่อผู้ใต้บังคบบัญชาจึงต้องใช้ พระเดชและพระคุณควบคู่กันไป จะใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อให้การปกครองเป็นไปโดยชอบ มีความเที่ยงธรรมเป็นหลัก พระเดชนั้นเปรียบด้วยอำนาจ ส่วนพระคุณเสมือนธรรม ผู้บังคับบัญชาที่ยึดถือ ความยุติธรรมต้องใช้อำนาจและคุณธรรมเป็นหลักแห่งความเที่ยงตรง

    5) น้อมใจตามมติรวม ผู้ที่เป็นผู้บังคับบัญชาต้องรู้จักเคารพต่อมติ หรือความคิดเห็นของส่วนรวมในการทำง่านเมื่อมีมติปรากฏเช่นไรแล้วจะชอบหรือไม่ชอบก็ตามถูกใจหรือไม่ถูกใจก็
    ตามไม่ควรคำนึงหรือถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ตนไม่เห็นด้วย แต่จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามมติส่วนใหญ่ที่เห็นชอบแล้วนั้น เราควรเคารพต่อมติส่วนใหญ่แล้วคล้อยตามความเห็นส่วนข้างมาก โดยไม่ขัดขืนจึงเป็นความเหมาะสม

    6) ร่วมใจประพฤติดี คนที่ทำงานร่วมกันจำนวนมากนั้น จำเป็นต้องมีระเบียบ ข้อบังคับเป็นแนวปฏิบัติ โดยระบุไว้อย่างชัดเจน เพื่อผู้ร่วมงานในสถานที่ทำงานนั้น ๆจะได้ทำหรือเว้นและปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับที่กำหนดไว้และทำงานตามหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัดต่อไป ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ผู้บริหารระดับสูงก็ยิ่งต้องเคารพในเรื่องนี้ให้มาก เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้น้อย
    หากผู้ใหญ่ละเลยในเรื่องระเบียบข้อบังคับแล้ว จะปกครองให้ผู้น้อยปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับได้อย่างไร