Mr.NAT's profileสมุดบันทึกของพี่ณัฐ--->พ...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
ความแตกต่างของ Manager & Engineerผู้ชายคนหนึ่งอยู่บนบอลลูน และกำลังหลงทาง
เขาลดระดับความสูงลงและมองเห็นผู้ชายคนหนึ่งอยู่เบื้อง ล่าง จึงตะโกนถามไปว่า 'ขอโทษครับคุณ ผมกำลังหลงทาง และผมสัญญากับเพื่อนว่าจะไปพบเมื่อครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา ไม่ทราบว่าคุณพอจะบอกได้ไหมครับว่า ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน?' ชายคนนั้นตอบทันทีว่า 'คุณอยู่บนบอลลูน ซึ่งลอยอยู่ที่ระดับประมาณ 30ฟุตเหนือพื้นดิน ที่ระดับ 40-42 องศา ละติจูดเหนือ และ 58-60 องศา ลองติจูดตะวันตก'
'ผมเดาว่า คุณคงเป็นวิศวกร' ชายที่อยู่บนบอลลูนกล่าว 'ใช่ครับ' ชายคนนั้นตอบ 'แล้วคุณรู้ได้อย่างไร?' 'เพราะข้อมูลที่คุณบอกทางเทคนิคนั้นถูกต้อง แต่ยากแก่การเข้าใจและความจริงก็คือ ผมก็ยังคงหลงทางอยู่นั่นเอง...' ชายบนบอลลูนตอบ; 'ถ้างั้น คุณต้องเป็นผู้จัดการ ใช่ไหม?' ชายคนที่อยู่ด้านล่าง ถามกลับ 'ใช่ครับ' ชายคนที่อยู่บนบอลลูนตอบ 'แล้วคุณรู้ได้อย่างไร?' ชายที่อยู่บนพื้น ตอบว่า 'คุณไม่ทราบว่า คุณอยู่ที่ไ หนและกำลังจะไปในทิศทางได คุณให้สัญญา แต่ทำไม่ได้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้น คุณคาดหวังจะให้ผมช่วยแก้ปัญหาให้คุณ ความจริงก็คือ คุณก็ยังอยู่ในตำแหน่งเดิม ก่อนที่ผมจะมาพบคุณ แต่กลายเป็นว่าเป็นความผิดของผม ที่ไม่สามารถให้ข้อมูลคุณ !!!' เรื่องเล่าของวงกลมกะสามเหลี่ยมความรักของวงกลมกับสามเหลี่ยม เรื่องเล่าของวงกลม ... นานมาแล้ว ... มีวงกลมอยู่วงหนึ่ง เศษเสี้ยวหนึ่งของมันหายไป
มันกลิ้งไป ... กลิ้งไป ตามหาเศษเสี้ยวที่หายไปนั้น มันเจอผู้คนมากมาย แต่ไม่มีใครเลย ที่จะเติมเต็มมันได้ บางที .. ก็ใหญ่เกินไป ถ้าฝืน ... ก็จะเจ็บทั้งสองฝ่าย
บางที ... คิดว่าเข้ากันได้ แต่พอจะก้าวไปข้างหน้า ... ถึงได้รู้ว่า 'ไปด้วยกันไม่ได้' บางที ... เศษเสี้ยวมีหนามแหลมคม กว่าจะรู้ตัวว่า 'ไม่ใช่' ก็ได้ทิ้งบาดแผลและความเจ็บปวดมากมายไว้ให้เจ้าวงกลม มันยังกลิ้งไป ... กลิ้งไป จนในที่สุด ... ก็ได้พบเศษเสี้ยวของมัน แล้ววงกลม ... ก็เต็มวง -------------------------------------------------------------------------------- ถ้าเรื่องมันจบแฮปปี้ยังงี้ก็ดีเนอะ ลองมาฟังนิทานอีกเรื่อง ... --------------------------------------------------------------------------------
เรื่องเล่าของสามเหลี่ยม ยังจำเศษเสี้ยวของวงกลมนั้นได้ไหม? เสี้ยวรูปสามเหลี่ยม... กำลังตามหาวงกลมของมัน
มันกลิ้งไป ... กลิ้งไป พบคนมากมาย ... แต่ไม่มีใครเลย ...ที่เป็นที่ของมัน
นี่ก็ไม่ใช่ ... นั่นก็ยังไม่ใช่
พอเจอคนที่คิดว่าใช่ ... กลับพบว่า เขามีส่วนเติมเต็มของเขาอยู่ แล้ว
สามเหลี่ยม ... กลิ้งไป ... กลิ้งไป ...
กลิ้งไป ... กลิ้งไป จนขอบของมันเริ่มมนลง
ในที่สุดสามเหลี่ยมนั้น กลายเป็นวงกลม และพบว่าตัวเอง สามารถกลิ้งไปได้ด้วยตัวของมันเอง ... โดยไม่ต้องการให้ใครมาเติมเต็ม ... " ชื่อเสียงเหมือนไอน้ำ ความดังคืออุบัติเหตุ และเงินมีปีก "อย่าไปให้ความสำคัญกับใครบางคน เมื่อคุณเป็นแค่ทางเลือกของเขา. สัมพันธภาพจะดีที่สุดเมื่อทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกันอย่างสมดุล
ไม่ต้องสาธยายเกี่ยวกับตัวคุณให้ใครฟังหรอก เพราะคนที่ชอบคุณ ยังไงเขาก็ชอบ และไม่ต้องการฟังมัน แต่คนที่เกลียดคุณ ยังไงเขาก็ไม่เชื่อคุณหรอก
เมื่อคุณพูดแต่ว่าคุณยุ่ง คุณก็จะไม่ว่างเลย เมื่อคุณพูดแต่ว่าคุณไม่มีเวลา คุณก็จะไม่มีเวลาเลย เมื่อคุณพูดแต่ว่าคุณจะทำในวันพรุ่งนี้ วันพรุ่งนี้จะไม่มีวันมาถึงเลย
เมื่อเราตื่นขึ้นมาในยามเช้า เรามีทางเลือกง่ายๆ 2 อย่าง กลับไปนอนและฝันหวานต่อ หรือ ลุกขึ้นมาแล้วทำความฝันให้เป็นจริง มันก็แล้วแต่คุณจะเลือกแล้วล่ะ
เรามักทำให้คนที่ใส่ใจเราต้องร้องไห้ เรามักร้องไห้ให้กับคนที่ไม่เคยใส่ใจเรา และเรามักใส่ใจกับคนที่ไม่มีวันร้องไห้ให้เรา นี่คือความจริงของชีวิต เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ถ้าเห็นคุณเห็นด้วย มันก็ยังไม่สายเกินแก้
เมื่อคุณกำลังสนุกสนาน ก็อย่ารับปากพล่อยๆ เมื่อคุณกำลังเศร้า ก็อย่าได้ตอบกลับ เมื่อคุณกำลังโกรธ ก็อย่าไปตัดสินใจอะไร
คิดให้ถี่ถ้วน ทำอย่างสุขุม
เวลาก็เหมือนสายน้ำ คุณไม่มีทางสัมผัสน้ำเดียวกันได้สองครั้งหรอก เพราะมันได้ไหลผ่านไปแล้ว มีความสุขกับทุกช่วงชีวิตของเราดีกว่า...
" ชื่อเสียงเหมือนไอน้ำ ความดังคืออุบัติเหตุ และเงินมีปีก " เ ลื อกข อง ใส่ บ า ต ร ต า ม วัน เกิดวันอาทิตย์ อาหารคาว : ประเภทไข่ ไข่ดาว ไข่เจียว ไข่ลูกเขย ต้ม แกงกะทิ อาหารหวาน : ไข่หวาน มะพร้าวอ่อน มะพร้าวแก้ว ขนมใส่กะทิ น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะพร้าว น้ำขิง เงาะ ของถวายพระ : หลอดไฟ ไฟฉาย เทียน ธูป อุปกรณ์แสงสว่าง แว่นตา หมากพลู ไหว้พระ : ปางถวายเนตร ( พระประจำวันเกิด) กำลังวันเท่ากับ 6 (สวดแบบย่อ อะ วิช สุ นุส สา นุต ติ) ทำทาน : เติมน้ำมันตะเกียงตามวัด คนตาบอด โรงพยาบาลโรคตา มูลนิธิคนตาบอด โรงพยาบาลโรคหัวใจ มูลนิธิโรคหัวใจ พฤติกรรม : ออกรับแสงอาทิตย์อ่อนๆ ช่วงเช้าหรือเย็นๆ เพื่อให้เกิดพลัง อย่าใจร้อน เลิกทิฐิ ทำตัวเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
วันจันทร์ อาหารคาว : ประเภทสัตว์ปีก สัตว์น้ำ เช่นไก่ผัดขิง ไก่ย่าง ไก่ทอด ปูผัดผงกะหรี่ ปูนึ่ง ข้าวมันไก่ ข้าวผัดปู เต้าหูทอด แกงจืดเต้าหู้ แกงเผ็ดเป็ดย่าง ปลาสล ิดทอด อาหารหวาน : น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำอ้อย โดนัท นมสด นมกล่อง เผือก มันลางสาด ขนมเปี๊ยะ ของถวายพระ : แก้วน้ำ แจกัน ของโปร่งๆ ใสๆ ไหว้พระ : ปางห้ามญาติ ( พระประจำวันเกิด) กำลังวัน เท่ากับ 15 ( สวดแบบย่อ อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา) ทำทาน : มูลนิธิช่วยเหลือสตรี พฤติกรรม : ทำจิตใจให้สดชื่น แจ่มใส อยู่เสมอ อย่าวิตกกังวลเกินเหตุ ให้ความช่วยเหลือสตรีเช่นลุก ให้สตรีนั่งบนรถเมล์บริหารกล้ามเนื้อหน้าอกให้แข็งแรง
วันอังคาร อาหารคาว : < FONT color=blue>อาหารประเภทเส้น ขนมจีน วุ้นเส้น บะหมี่ ก๋วยเตี๋ยว เนื้อวัว ปลาช่อนตากแห้งทอด อาหารหวาน : ฝอยทอง สลิ่ม ลอดช่อง ทุเรียน ระกำ ขนุน น้ำสไปร์ท น้ำอัดลม ของถวายพระ : เหล็ก เครื่องมือประเภทเหล็ก กรรไกร แปรงสีฟัน ยาสีฟัน พัดลม กรรไกรตัดเล็บ ไหว้พระ : ปางไสยาสน์ (พระนอน) มีกำลังเท่ากับ 8 (สวดแบบย่อ ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง) ทำทาน : คนพิการทางปาก ปากแหว่ง ผู้ป่วยโรคลมชัก พฤติกรรม : ทำตัวให้กระฉับกระเฉง ตื่นตัว ขยันให้มากขึ้น ลดอารมณ์ร้อน การชิงดีชิงเด่น
วันพุธ (กลางวัน) อาหารคาว : เน้นสีเขียว-หมู แกงเขียวหวานหมู หมูปิ้ง หมูทอด ผัดพริกหมู คะน้าน้ำมันหอย อาหารหวาน : ขนมเปียกปูน เขียว น้ำฝรั่ง ชมพู่เขียว องุ่นเขียว มะม่วงเขียวเสวยฝรั่ง ชามะนาว ของถวายพระ : สมุด กระดาษ ปากกา ดินสอ อุปกรณ์การเรียนการศึกษา ไหว้พระ : ปางอุ้มบาตร (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ 17 ( สวดแบบย่อ ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท ) ทำทาน : คนพิการทางหู โรงพยาบาลโรคสมอง โรงเรียนสอนคนหูหนวก พฤติกรรม : อ่านหนังสือธรรมะ ร้องเพลง ฝึกสร้างความมั่นใจให้ตนเอง
วันพุธ (กลางคืน) อาหารคาว : ของหมักดอง ผักกาดดองผัดไข่ อาหารกระป๋อง แกงใบยอ หมูยอ แหนม ไข่เยี่ยวม้า ห่อหมก อาหารหวาน : ข้าวหมาก ขนมเปียกปูนดำ เฉาก๊วย ข้าวเหนียวดำ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผลไม้หัวโตๆ ทุเรียน ของถวายพระ : พัดลม เทปธรรมะ ยาแก้โรคลม ยาหอม ไหว้พระ : ปางป่าเลไลย์ ( พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ 12 (สวดแบบย่อ คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ ) ทำทาน : มูลนิธิหรือหน่วยงานที่เกี่ยวกับยาเสพติด พฤติกรรม : เลิกบุหรี่ เลิกดื่มหรือลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เลิกการพนัน เลิกทำตัวเหลวไหล เลิกเที่ยวกลางคืน เลิกยาเสพติดทุกชนิด
วันพฤหัสบดี อาหารคาว : ประเภทเถา แกงเลียง บวบผัดไข่ น้ำเต้า อาหารหวาน : แตงโม แตงไทย น้ำสมุนไพร ส้ม สาลี่ น้ำมะตูม น้ำว่านหางจระเข้ ของถวายพระ : สบง จีวร หนังสือธรรมะ ตู้ยา โต๊ะหมู่บูชา ไหว้พระ : ปางสมาธิ ( พระประจำวันเกิด) มี กำลังเท่ากับ 19 ( สวดแบบย่อ ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ) ทำทาน : โรงพยาบาลสงฆ์ บริจาคข้าวสาร เสื้อผ้า ผ้าห่มกันหนาว พฤติกรรม : นั่งสมาธิ สวดมนต์ ถือศีล5 อย่าซื่อจนเกินไป
วันศุกร์ อาหารคาว : ประเภทของหอม หวาน ข้าวหอมมะลิ ผักกาดหอม ไข่เจียวหอมใหญ่ ยำหัวหอม อาหารหวาน : ขนมหวาน หอมทุกชนิด น้ำเก๊กฮวย ผลไม้ที่มีกลิ่นหอม กล้วยหอม เค้ก ของถวายพระ : นาฬิกา โต๊ะรับแขก ดอกไม้สวยหอม ระฆัง ย่าม ไหว้พระ : ปางรำพึง ( พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ 21 ( สวดแบบย่อ วา โธ โน อะ มะ มะ วา) ทำทาน : เด็กด้อยโอกาส ให้เงิน ให้เสื้อผ้า อาหารที่หอมหวานชวนกิน เช่น ไอศกรีม พฤติกรรม : ทำตัวให้สดชื่นแจ่มใส บำรุง ดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่ตลอด จัดสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ สวยงาม เลิกการฟุ่มเฟือย
วันเสาร์ อาหารคาว : ประเภทของขม ของดำมะระยัดไส้ สะเดาน้ำปลาหวาน น้ำพริกปลาทู มะเขือยาว อาหารหวาน : ลูกตาลเชื่อม กาแฟ โอเลี้ยง ของถวายพระ : ร่มสีดำ กระเบื้องมุงหลังคา ไม้กวาด สร้างห้องน้ำถวายวัด ไหว้พระ : ปางนาคปรก ( พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ 10 ( สวดแบบย่อ โส มา ณะ กะ ระ ถา โธ) ทำทาน : โรงพยาบาลโรคจิต โรงพยาบาลโรคประสาท พฤติกรรม : กวาดลานวัด ล้างห้องน้ำวัด ไม่เครียด มองโลกในแง่ดี ขยะในบ้านยกทิ้งทุกวัน อย่าหมักหมม เรื่องของการดื่ม...ดื่มอย่างไรไม่ให้เสียของพร้อมสัมผัสกับรสชาติที่แอบซ่อน รู้จักคำว่า ' เสียของ ' กันบ้างมั้ย ? คนไทยเราน่ะ ชอบทำให้เสียของอยู่เรื่อย โดยเฉพาะนิสัย ' การดื่มแบบผสมมิกเซอร์ ' ทั้งหลาย นั่นแหละคือการทำให้วิสกี้ชั้นดีที่บางทีไม่ควรผสมใดๆ ต้อง ' เสียของ ' วันนี้จะหยิบเอาเรื่องวิสกี้ตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ มาพูดกันซะหน่อย เพราะว่าตระกูลนี้มีหลาย ' เลเบิ้ล ' เหลือเกิน ซึ่งมีวิธีการดื่มเฉพาะซะด้วย
เริ่มจาก ' เรด เลเบิ้ล ' (Red Label) กันก่อนเลยดีกว่า จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เรด เลเบิ้ล น่าจะดูถูกใจคนไทยที่สุด เพราะน้องเล็กสุดขวดนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการดื่มตลอดค่ำคืน พูดง่ายๆ ก็คือกินได้นานๆ สนุกสนานกันทั้งคืนนั่นแหละ แถมวิธีการกินที่ถูกต้องนั้น ก็ต้องผสมกับ ' มิกเซอร์ ' ทั้งหลาย อันเป็นวิธีการดื่มที่นิยมในหมู่คนไทยอยู่แล้วซะอีก ตอนนี้ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เรด เลเบิ้ล ก็เลยขายดีที่สุดไปโดยปริยาย ง่ายๆ จะใส่น้ำแข็ง ผสมโคล่า ชามะนาว หรือโซดาก็ได้ทั้งนั้น สุดแล้วแต่ว่าจะชอบรสชาติแบบไหนหลังผสมมิกเซอร์แล้วเท่านั้นเอง แต่นักดื่มมืออาชีพมักนิยมผสมน้ำก่อนแล้วจึงผสมโซดาตามลงไป ในอัตราส่วน2:1หรือที่เรียกกันว่า " โซดาลอย " นั่นเอง... ผสมเสร็จก็ เอ็นจอย ดริ๊งกิ้ง กันได้ทั้งคืน ( แต่อย่าขับรถหลังดื่มนะ )
โตขึ้นมาหน่อย กับความเคร่งขรึมแบบ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ค เลเบิ้ล วิสกี้ชั้นดีจากการหมักบ่มเพื่อให้ได้รสชาติที่คลาสสิกที่สุดนานถึง 12 ปี วิธีการดื่มที่ถูกต้องนั้นก็คลาสสิกไม่แพ้รสชาติของตัววิสกี้ ง่ายๆ เท่ๆ ดูดีด้วยสไตล์ที่เรียกกันว่า ' ออน เดอะ ร็อก ' นั่นเอง หรือถ้าอยากย๊ากอยากจะผสมมิกเซอร์เหลือเกิน ก็ต้องใส่น้ำแข็งเข้าไปเยอะๆ วิสกี้ ครึ่งแก้ว และโซดาอีกครึ่งแก้ว แค่นี้แหละ ก็จะได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ค เลเบิ้ล
มาถึงวิสกี้ตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ที่ไม่ค่อยจะเห็นบ่อยนักบ้างดีกว่า เริ่มจาก จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ โกลด์ เลเบิ้ล อายุ 18 ปีกันก่อน แค่นำ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ โกลด์ เลเบิ้ล ไปใส่ในช่องแช่แข็งสัก 24 ชั่วโมง ถ้าที่ในช่องแช่แข็งยังเหลือก็นำแก้วทรงสูงเปล่าๆ แช่ไว้ด้วย พอได้เวลา ก้รินใส่แก้วที่แช่ไว้ข้างกันๆ นั่นแหละ แล้วดื่มเข้าไปเลย ทันทีที่วิสกี้เย็นจัดปะทะกับความอุ่นในปาก กลิ่นหอมหวนนุ่มลิ้นจะอบอวล แหม...ยิ่งถ้ามีช็อกโกแล็ตดีๆ ไว้กินเข้าคู่ล่ะก็ จะเป็นความสุขที่ลืมไม่ลงเลย เชียว
ส่วน จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กรีน เลเบิ้ล ที่มีจำหน่ายแบบจำกัดประเทศนั้น หาน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ สักก้อน ใส่ในแก้วปากกว้างเพียงแค่ก้อนเดียว ไม่ต้องกลัวว่าน้ำแข็งก้อนนั้นจะเหงา เพราะเราจะเฝ้ามองอย่าทะนุถนอม จากนั้นริน จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กรีน เลเบิ้ล ลงไปไม่ต้องท่วมน้ำแข็ง แกว่งแก้วเล็กน้อย ให้อุณหภูมิของวิสกี้ชะอุณหภูมิของน้ำแข็งก้อนโต ดมกลิ่นวิสกี้ที่ระเหยขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนลิ้มรสวิสกี้ที่อุณหภูมิพอเหมาะพอดี งานนี้จะได้ รสชาติ กลิ่น และแสงที่วิสกี้ตกกระทบกับก้อนน้ำแข็งชวนมอง ( อันนี้เคยเสียของมาครั้งหนึ่งแล้ว )
ปิดท้ายกันที่วิสกี้ชั้นสูง จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล อายุ 25 ปี ที่หมักบ่มจากมอลต์คุณภาพสูง ตามวิธีการคลาสสิกแบบศตวรรษที่ 19 วิธีการดื่มวิสกี้ชั้นสูงนี้ก็คลาสสิกมาก เตรียมแก้วบรั่นดีสวยๆ ไว้สัก 2 ใบ แก้วนึงรินวิสกี้รอไว้ ส่วนอีกแก้วนึงรินน้ำแร่เย็นๆ ไว้เช่นกัน ดื่มน้ำแร่เย็นๆ เพื่อปรับอุณหภูมิในช่องปากกันก่อน จากนั้นจิบ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล ในแก้วบรั่นดีอีกใบตาม เมื่อน้ำแร่เย็นๆ ที่หลงเหลืออยู่ในช่องปากผสมกับวิสกี้ชั้นดีนี้ รสชาติที่แอบซ่อนจะซึมผ่านเพดานปากไปมัดใจนักดื่มเหล้าทั้งหลายไม่รู้ลืม
เสร็จสิ้นครบทั้ง 5 เลเบิ้ลของตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กันแล้ว ต่อจากนี้นักดื่มเหล้าชาวไทยทั้งหลาย ก็จะดื่มได้แบบไม่เสียของกันแล้ว แต่ที่สำคัญที่สุด ดื่มแล้วจะมึนน้อยหรือมึนมาก ก็อย่าขับรถเลย เก็บชีวิตที่มีค่าไว้สัมผัสกับสิ่งดีๆ ที่รอเราอยู่มากมายในวันข้างหน้าดีกว่า อ่านแล้วซึ้งดี...เลยเก็บมาฝากสองสามวันก่อน...แม่ป่วย ผู้หญิงใจแข็งคนนั้น ยืนกรานว่าจะไม่ไปโรงพยาบาลโดยเด็ดขาด เธอกินยาจีน พักผ่อนอยู่บ้าน เสียงบ่นของแม่...หายไป กลับมีเสียงของใครอีกคนขึ้นมาแทน...เสียงของพ่อ พ่อที่ปกติแล้วลูกๆทุกคนลงมติว่า...ดุ และ เงียบขรึม วันนี้พ่อกลายเป็นผู้ชายขี้บ่นไปซะแล้ว... พ่อบ่นทั้งวันและทุกวัน เรื่องที่บ่นก็มีอยู่เร ื่องเดียว...บ่นแม่ พ่อบ่นว่า แม่ไม่ยอมไปหาหมอ แต่...คนขี้บ่นนี่แหละ ที่ไปปรึกษาเภสัชกรที่ร้านขายยา ซื้อหายาอมแก้เจ็บคอ ยาแก้ไข้ที่แม่ใช้ประจำมาวางไว้ให้ข้างเตียง พ่อ...ที่ปกติชอบออกไปหากับข้าวแปลกๆข้างนอกกินเป็นกิจวัตร บ่นว่าเบื่อกินข้าวที่บ้าน แต่...พ่อก็สั่งฉันไปซื้อกับข้าวที่ร้านโปรดของแม่มากินที่บ้าน เพียงเพราะไม่อยากให้แม่อยู่บ้านคนเดียว แม่แตะกับข้าวได้คำเดียว...เอาใจพ่อ ทั้งๆที่ฉันก็ว่ากับข้าวอร่อยดี แต่...พ่อกลับว่า วันนี้เชฟฝีมือตก ทำไม่อร่อย...เลยไม่ถูกปากแม่ แล้ววันนี้...แม่อาการดีขึ้น ลุกขึ้นมาเดินเหินได้นิดหน่อย บ่น...อยากกินแครกเกอร์กับโกโก้ร้อน แต่...ของแห้งที่บ้านหมด รวมทั้งแครกเกอร์ยี่ห้อโปรดด้วย พ่อ...ผู้ชายที่ แสดงออกตลอดเวลา...ว่าเกลียดการเดินซูเปอร์มาเก็ต บอกลูกๆว่าน้ำส้มของพ่อหมด ไปซื้อกันเถอะ พวกเราอมยิ้ม ผู้ชายปากแข็ง...จะบอกว่าไปซื้อของให้แม่ก็ไม่ได้ ต้องอ้างยังโน้นยังงี้ แต่...แค่ย่างเท้าเข้าห้างสรรพสินค้า คนจะซื้อน้ำส้มเดินหา...แครกเกอร์ เฮ้อ... พ่อ...มีโรคประจำตัว...โรคหัวใจ พ่อต้องเดินช้าๆ เพราะว่าไม่อยากให้หัวใจทำงานหนักเกินไป แต่ในซุปเปอร์มาเก็ตวันนี้ พ่อเดิน...เข้าช่องโน้น ออกช่องนี้ เพราะแม่กินได้แต่ข้าวต้ม ข้าวต้มซองชนิดมีกับพร้อมปรุงถูกพ่อกวาดมาทุกชนิด เครื่องข้าวต้ม...ทั้งผักดอง ผักกระป๋อง พ่อหยิบทุกขวดทุกกระป๋องมาอ่าน...หายี่ห้อที่แม่ชอบ ความจริงจะสั่งฉันไปหาซื้อน่าจะง่ายกว่านะ ! แต่พ่อก็เลือกที่จะทำเอง เพราะพ่อเลือกของเหล่านั้น...ด้วยความรัก ฉันทำได้แค่เข็นรถตาม... แต่แค่นี้ก็ยากแล้วนะ เพราะเข็นตามไม่ทันสักที ถ้าเทียบกับใจที่ไปถึงชั้นวางขวดผักดองเรียบร้อยแล้วของผู้ชายตรงหน้า หลังที่เริ่มคุ้มงอตามวัยของพ่อ นำอยู่ข้างหน้าหน้าลิ่วๆ ตาของพ่อ...ที่มีไว้มองผู้หญิงคนเดียวในชีวิต ! มองหาแต่สรรพสิ่งที่เหมาะกับแม่ ณ วินาทีนั้น ฉันอิจฉา...อิจฉาผู้หญิงที่นอนป่วยอยู่ที่บ้าน อิจฉาแม่ตัวเอง เพราะพ่อที่ลูกๆคุ้นเคย คือผู้ชายที่ไม่เคยแคร์ใคร... กับลูกๆ...เรารู้...พ่อรัก เพราะพ่อแสดงออกกับเราเสมอ หากกับแม่...พวกเราเพิ่งรู้...พ่อห่วงแม่มากมาย คงเพราะปกติเราเห็นแต่แม่ที่คอยดูแลพ่อโรคประจำตัวพ่อเยอะแยะนี่นา แม่...ซึ่งเป็นผู้หญิงที่แข็งแรง อึด...ในสายตาพวกเรา ยามเมื่อได้รับการดูแลจากพ่อ ดูเหมือนจะซึ้งไม่ต่างจากเรา คนซึ่งร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอดยี่สิบ ห้าปี ดูแลกันและกันยามป่วยไข้ คงไม่มีอะไรน่าชื่นใจไปกว่านี้แล้วมั้ง
==================== ! ฉันหันมามองรอบตัว ... สักวันข้างหน้า...ยามเมื่อชีวิตได้ผ่านวันเวลา ทั้งควา! มสุข ความทุกข์ ความโศก จะมีใครสักคนมั้ย...ที่ยืนข้างๆฉัน ดูแล...ยามที่ฉันป่วยไข้ จะมีใครสักคนมั้ย...ที่จำได้ กับแค่แครกเกอร์ยี่ห้อโปรดของฉัน จะมีใครสักคนมั้ย...ที่ยอมเดินฝ่าฝูงคนพลุกพล่านที่ตัวเองแสนเกลียด เพียงเพื่อเครื่องกระป๋อง... ที่อยากจะเลือกสรรแต่สิ่งดีๆเพื่อคนอันเป็นที่รัก จะมีใครสักคนมั้ย...ที่ส่งยาอมแก้เจ็บคอให้ฉัน พร้อมกับบอกว่า ' คราวก่อนเจ็บคอ กินแล้วหาย นี่ยังเหลือ เอาไปกินสิ ' ทั้งๆที่ยาอมหลอดนั้น มันยังไม่ได้แกะ !!! ............... ขอมอบให้กับทุกคนที่มีความรัก...บูชาในความรัก.... ผม...ขออวยพรให้ทุกคนที่มีความรัก มีความสุขนะ ถ้าบังเอิญรักเกิดขึ้นกับใคร...อยากให้รักษาไว้ให้ดีที่สุด เพราะเราไม่รู้หรอกครับว่า...วันไหน..ความรักที่เรามีอยู่ จะจากเร าไป.....เมื่อไหร่..... ในหลวงทรงร้องไห้เมื่อวันที่ 8 มีนา ที่ผ่านมาผมได้ไปงานที่โรงเรียน เหมือนเช่นทุกปีตอนกลับเดินมาตามตึกยาวเพื่อจะกลับมาทางประตูด้าน เพาะช่าง ยังไม่ถึงบริเวณเศาลหลวงพ่อปู่ พบอาจาร์ยท่านหนึ่งนั่งอยู่ จำได้ว่าเป็นอาจารย์สุธี ท่านเกษียณไปแล้ว ไม่รู้คุณรู้จักรึเปล่า กราบอาจารย์ท่านแล้ว สังเกตุเห็นว่าอาจารย์ร้องไห้อยู่ ท่านบอก เพิ่งได้พบกับรุ่นพี่ที่มาในงาน รุ่นที่เท่าไหรก้อไม่ได้ถาม เป็นนายทหารราชองครักษ์ชั้นผู้ใหญ่ เค้าเล่าให้อาจารย์ฟังว่า ..ในหลวงทรงร้องให้..เห็นบ่อย ทรงเสียใจที่เมืองไทยจะสิ้นในรัชกาลของท่าน แล้วกระนั้นหรือ
ผมอยากจะตอบอาจารย์ไปว่าคงไม่หรอก ถ้าคนไทย รู้จำคำว่าว่า'หน้าที่'มากกว่า'สิทธิ' เราเคยชินกับการเป็น..ผู้รับ...จากคนคนหนึ่งที่เกิดมาเป็น..ผู้ให้...ให้มาตลอด เคยชินจนลืมไปว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วรึยังที่ เราควรจะผู้ให้แก่พระองค์ท่านบ้าง... ผมลาอาจารย์เรียบร้อยร้อย กลับไปตามตึกยาว ไปไหว้ พระผู้ให้กำเนิดโรงเรียน อธิฐาษขอให้พระองค์ท่านช่วยคุ้มครองให้หลานท่านทรงมีแต่ความสุข..ทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรง...เพียงแค่ไม่อยากได้ยินว่า .ในหลวงทรงร้องไห้ ความสุขของพระมหากษัตริย์ หนึ่งปีที่ผ่านมา เราใส่เสื้อเหลืองเราใส่สายรัดข้อมือสีเหลือง
คนนับแสนไปนั่งรอเป็นชั่วโมงๆ หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อจะได้เห็นพระพักตร์ของพระบาทพระเจ้าอยู่หัวเพียงไม่กี่นาทีวันนั้น ในขณะที่ทั้งโลกเริ่มเสื่อมศรัทธาในระบบการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเราได้ แสดงให้โลกได้เห็นว่ามีประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งที่คนทั้งชาติยังซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อราชวงศ์ จักรี และ พระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทย
....สิบสองปีที่ผ่านมา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักด้วยโรคหัวใจเพราะทรงงานหนักเกินไปในขณะเดียวกัน สมเด็จพระราชชนนีก็ทรงพระประชวรหนักอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราชเช่นกัน เรายังจำรูปในหนังสือพิมพ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมพระราชชนนี ไม่กี่วันหลังจากการผ่าตัดใหญ่ถวาย พระหัตถ์ข้างหนึ่งกุมอยู่ที่พระอุระ และในพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทรงถือ ม้วนแผนที่กรุงเทพฯ เพราะน้ำกำลังท่วมกรุงอยู่ ยังจำกันได้ไหม? .... 34 ปีที่ผ่านมา
วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516
เป็นครั้งแรกในรัชกาลที่เกิดวิกฤติด้านการเมืองรุนแรงที่สุด วันนั้น นิสิตนักศึกษาและประชาชนนับหมื่นนับแสนเดินขบวนประท้วงรัฐบาล เหตุการณ์ร้ายแรงยิ่งขึ้นตำรวจทหารยิงประชาชน ในขณะที่นิสิตนักศึกษาก็เผาสถานที่ราชการ เกิดกลียุคทุกหย่อมหญ้า ' คนไทยฆ่าคนไทยด้วยกันเอง ' คืนนั้น สถานีโทรทัศน์ทุกช่องถ่ายทอดสดจากพระราชวังสวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสกันคนไทยทุกคนว่า “คนไทยจะฆ่าคนไทยด้วยกันไม่ได้ ทุกอย่างต้องสงบโดยฉับพลัน” และทุกอย่างก็สงบโดยฉับพลัน หลังจากนั้นไม่นาน มีฝรั่งคนหนึ่งมาถามผมว่า “เป็นไปได้อย่างไร ที่คนๆ เดียวจะมีอำนาจเหนือคนทั้งประเทศได้อย่างนั้น?” ผมไม่ได้ตอบ แต่ตอนนั้นใจผมคิดถึงประโยคที่ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมชฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ BBC ว่า พระองค์ทรงเป็น 'SOUL OF THE NATION' หรือ“จิตวิญญาณของคนไทยทั้งชาติ” ยังจำกันได้ไหม? แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่ เราสร้างค่านิยมผิดๆ ว่าคนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีเงินมากที่สุด เราโกงทุกครั้งที่มีโอกาส เราเรียกร้องประชาธิปไตยโดยคิดถึงแต่ “สิทธิ” แต่ลืมคำว่า “หน้าที่” เรากำลังฆ่ากันเองทุกวันในภาคใต้ เราสร้าง “กฎหมู่” ให้เหนือ “กฎหมาย” เราเดินขบวนประท้วงในทุกอย่างที่เราไม่เห็นด้วย เราก้าวร้าวต่อกัน เราแตกแยกกัน และทั้งโลกกำลังจับตามองเราอยู่ เราเคยหยุดคิดกันบ้างไหมว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา จะทรงเสียพระทัยเพียงใด? แล้วสิ่งที่เราทำไปในวันเฉลิมพระชนมพรรษาคืออะไร การที่เราใส่เสื้อเหลือง สายรัดข้อมือ ที่ว่า Long life The King เราทำเพื่ออะไร มันเป็นแค่ผักชีโรยหน้าที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าคุณรักพระมหากษัตริย์เพียงใดเท่านั้นนะเหรอ 80 ชันษาของพระองค์ท่าน หากเปรียบกับคนธรรมดาก็สมควรที่จะได้พักเต็มที่ได้รับการดูแลและระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่สมควรที่จะตรากตรำทำงานหนัก แต่กลับเป็นว่า ในปีที่ครบ 80 ชันษาของพระองค์ท่านยังต้องทรงงานอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ทรงต้องอยู่ภายใต้การถวายการดูแลของคณะแพทย์
พระองค์ต้องรับทุกข์ของคนไทยทั้งชาติ ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ ไม่ใช่จะประทับอยู่ในพระราชวังใหญ่โตสวยงาม แห่ล้อม ด้วยข้าราชบริพาร
หากแต่ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้คือ เมื่อประชาชนของพระองค์ท่านรักสามัคคีกัน รู้จักความ พอเพียง และมีสติ-เพียงเท่านี้เอง แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่? หรือนี่คือการแสดงความกตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ของเรา?
ปล.เรื่องนี้เพื่อน ๆ ส่งมาให้พี่ณัฐ หลายต่อหลายคน พี่ณัฐก็เลยคิดว่าน่าจะให้ น้อง ๆที่เข้ามาใน Spacese ของพี่ณัฐได้อ่านกัน โลกนี้ยังมีมุมดี ๆ ให้มองอีกเยอะสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ โลกมีแง่มุมมากมายให้มอง
แต่อยู่ที่เราจะเลือกมองมุมไหน แค่มองเห็นว่า.... * คนทุกคนมีเหตุผลในการทำสิ่งต่างๆเสมอ * ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ แต่ทุกปัญหาแก้ไขได้ * สิ่งร้ายๆ จะมาพร้อมกับสิ่งดีๆเสมอ * ความมืดในเวลากลางคืนมีแต่ 12 ชั่วโมง * หลังฝนตกหนักแล้วฟ้าจะปลอดโปร่ง * ของบางอย่างไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นของเรา แต่ชีวิตเป็นของเรา * ถนนบางสายไกลหน่อย แต่ก็ยังมีวันถึง * ฝันร้ายก็เป็นแค่ความฝัน * อุปสรรคทำให้ชีวิตมีสีสัน * ความเจ็บปวดทำให้หัวใจแข็งแกร่ง * ทุกอย่างมีระยะเวลาของมัน * การร้องไห้ทำให้ดวงตาใสขึ้น * ตัวเรายังไม่ได้อย่างใจเรา แล้วคนอื่นจะเป็นได้อย่างไร * เมื่อมาถึงจุดที่หนักที่สุดแล้ว หลังจากนั้นทุกอย่างจะผ่อนคลายลงเรื่อยๆ * มีไม่มากแต่ก็มีพอ * ไม่มีเงินแต่ยังมีแรง * ความอ้วนทำให้ใบหน้าอิ่มเอิบ * ความผอมทำให้เสื้อผ้าดูดี * ถ้าวิ่ง ก็ถึงที่เร็วขึ้น * ถ้าค่อยๆ เดินก็จะไม่เหนื่อย ลาโง่ / ไม่ลาก็โง่ซิ...ข้อคิดดี ๆ ครับ พนักงานของบริษัทท่องเที่ยว แห่งหนึ่งทำงานมา 5 ปี มีความใฝ่ฝันอย่างเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นระดับหัวหน้างาน หรือเป็นมัคคุเทศน์ ด้วยความได้รับการอบรมมาว่าคนเรานั้น ต้อง ขยัน อดทน ตั้งใจทำงานไม่ขาดไม่ลางานเลยยิ่งดี ก็จะได้ดีในหน้าที่การงาน
ตั้งแต่เริ่มงานในวันแรกพนักงานคนนั้นก็ตั้งใจทำงานด้วยความทุ่มเทมาตลอด 5 ปี ไม่เคยลาป่วย ลากิจ หรือขาดงานเลยแม้แต่ครั้งเดียว มีอยู่บ้างเหมือนกันที่พนักงานคนนั้นตั้งใจจะลาพักร้อนไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ บ้างในปีแรก ๆ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจากหัวหน้างาน โดยให้เหตุผลว่า ช่วงวันหยุดนี้งานเยอะมากเลยนะ คุณอยู่ช่วยหน่อยเถอะ เก็บเงินโอทีไปเที่ยวทีหลังก็ได้ ถ้าขึ้นขยันอย่างงี้นะ ปีหน้าอาจได้เลื่อนตำแหน่ง อาจได้โบนัสพิเศษด้วย
ห้าปีมาแล้วที่พนักงานคนนี้ทำงานด้วยความขยันมาตลอดไม่เคยลาพักร้อนไปเที่ยวไหนเลย
แล้วความฝันก็ใกล้เป็นจริง เมื่อปีนี้บริษัทมีนโยบายต้องการมัคคุเทศก์ผู้ช่วยอีกซัก 3-4 ตำแหน่ง โดยคัดเลือกจากพนักงานภายในบริษัทที่มีศักยภาพ โดยการสอบสัมภาษณ์ ในคำถามที่ใช้ในการคัดเลือกก็คือ " คุณเคยไปเที่ยวไหนมาบ้าง... คุณมีประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นในการท่องเที่ยวของคุณหรือเปล่า... " (เงียบ)...
คุณอาจเป็นคนขยันทำงาน จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มันก็เป็นสิ่งดี แต่อย่าลืมว่าชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว และชีวิตไม่ได้มีเวลามากซักเท่าไหร่ ชีวิตที่ขาดประสบการณ์ด้านอื่น ๆ เป็นชีวิตที่ไม่สมบูรณ์หรอกครับ คุณอาจอยากเก็บเงินไปเที่ยวตอนแก่ แต่คุณอาจมีอะไรก่อนคุณแก่ก็ได้ครับ
ปล.จากด้านหนึ่งของความคิด ไม่มีสิ่งใดถูกต้อง100% หรือ ผิดทั้ง 100% แต่ขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ล่ะคนว่าสิ่งไหนทำแล้วมีความสุข หรือสิ่งไหนทำแล้วเป็นทุกข์
จากพี่ณัฐครับ
(เรื่องนี้เก็บมาฝาก) จงมองแง่ดีของตัวเอง...กบตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ในสระใกล้กุฏิพระ เช้าตรู่กบได้เห็นพระตื่นแล้วจัดแจงครองผ้า เดินไปสวดมนต์ภาวนา พอสว่างก็ออกบิณฑบาต ได้อาหารมาฉัน เป็นอย่างนี้ทุก ๆ วัน เจ้ากบก็เกิดความยินดีในพระเห็นดีในพระ มาเทียบกับตนแล้วเห็นว่าตนเองแย่มาก ๆ วันหนึ่งจะหาอาหารใส่ปากใส่ท้องระงับหิวก็ไม่ค่อยจะพอ มิหนำซ้ำยังต้องเป็นอยู่ด้วยความหวาดหวั่นพรั่นกลัวภัยอันตรายตลอดเวลา ภัยอันตรายมีอยู่รอบทิศ ต้องจ้องกระโดดหลบภัยอยู่เรื่อย “ทำอย่างไรหนอ จึงจะได้เป็นพระ” เจ้ากบร้อนใจนักหนาปรารถนาจะเป็นพระ เห็นความเป็นกบนี้แสนจะเลวร้าย ต่อมาพระท่านฉันภัตตาหารอิ่มแล้วก็เอาข้าวสุกมาโปรยให้ทานไก่
เจ้ากบเห็นไก่มีลาภได้จิกกินอาหารอย่างสำราญ ก็เปลี่ยนความคิดใหม่ว่า… อา!……. เป็นพระนี่เห็นจะสู้ไก่ไม่ได้ เพราะกว่าจะได้อาหารมาฉันก็ต้องเดินไกล ต้องออกบิณฑบาตเหนื่อยเหมือนกัน เทียบกันแล้ว สู้ไก่ไม่ได้ ไก่อยู่กับที่ ถึงเวลาพระก็เอาข้าวสุกมาโปรยให้กินเอง พระท่านทำหน้าที่ราวกะทาสผู้ซื่อสัตย์ของไก่ “ทำอย่างไรหนอจึงจะได้เป็นไก่”
ขณะนั้นหมาวัดตัวหนึ่งมาแย่งอาหารไก่กิน ไก่กลัวหมาต้องละอาหารหนีเอาตัวรอด เจ้าหมาผู้มีอำนาจก็ยึดทรัพย์ของไก่เสีย เจ้ากบเห็นดังนี้ก็หันไปชื่นชมหมา เห็นหมาดีสารพัดชื่นชมราวกะหมาเป็นวีรชน
พอดีมีชายคนหนึ่งเดินมา หมาก็วิ่งเข้าไปหมายจะกัดจึงโดนชายคนนั้นตี ร้องเสียงดังลั่นวิ่งหนีไป กบเห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็อยากเป็นชายผู้นั้นอีก ทำอย่างไรหนอ...
ขณะนั้นชายผู้นั้นก็มานั่งอยู่ขอบสระ เห็นจะเป็นฤดูร้อน เพราะมีแมลงวันมาตอมกวนชายผู้นั้น เขารำคาญลุกหนีแต่บ่นให้กบได้ยิน “รำคาญแมลงวันจริงโว้ย !” กบได้ยินดังนั้นก็นึก “ อะพิโธ่!…เป็นคนนึกว่าจะวิเศษสักแค่ไหน สู้แมลงวันก็ไม่ได้ ” อยากเป็นแมลงวันอีก ขณะนึกเคลิบเคลิ้ม เห็นแมลงวันเป็นเทวดาอยู่นั้น บังเอิญมีแมลงวันเจ้ากรรมตัวหนึ่งบินมาจับเหมาะลงตรงปลายจมูกกบพอดี ด้วยความเคยชินเจ้ากบก็แลบลิ้นเลียแผล็บกินแมลงวันเป็นอาหาร พอรู้รสแมลงวันเท่านั้น…
ความไม่ยินดีอันเป็นดุจไฟเผากบมาชั่วกาลนานก็ถึงพลันดับลงทันที เลยร้องออกมาว่า “ เป็นอะไรก็ไม่ดีเหมือนเป็นกูนิ ” กบเจอดีในตัวเองแล้วก็เลยสงบ เลิกปรารภดิ้นรน จะเป็นโน่นเป็นนี่อีกต่อไป
ปล. เคล็ดความรู้ในนิยายเรื่องนี้ก็คือ วิธีดับไฟ ไฟ คือ ความอยาก ความอยากที่นอกเหนือวิสัยของตน แบบง่าย ๆ ก็คือ พยายามฝึกจิตให้ชื่นชนยินดีกับสมบัติของตัว ภาวะของตัว หัดมองทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวในแง่ดี สรุปก็คือพยายามหาความดีในสิ่งที่ตัวมีตัวได้ให้เจอ แล้วชื่นชมกับสิ่งนั้น ก็จะมีสุข จากพี่ณัฐครับ... 50 โรคซื่อบื่อของหัวหน้างาน (แต่มีแค่ 42 เองนะ)โรคที่ 1 : โรคทำงานไร้เป้าหมาย
โรคที่ 2 : โรคสั่งงานแบบไร้สติ โรคที่ 3 : โรคทองไม่รู้ร้อน โรคที่ 4 : โรคชอบให้ทุกคนมีนิสัย (ประหลาด) เหมือนตัวเอง โรคที่ 5 : โรคชอบพูดว่า ประตูห้องของชั้นเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นเสมอ (แต่.. ไม่เคยเปิดประตูเลย) โรคที่ 6 : โรคชีวิตนี้ (ตู) มีแต่งาน งาน งาน โรคที่ 7 : โรคเพื่อนเราชอบเผาเรือน โรคที่ 8 : โรคชอบใช้ศัพท์หรูๆ โรคที่ 9 : โรคทำตัวไร้ตัวตน โรคที่ 10 : โรคผู้บังคับบัญชานาซี โรคที่ 11 : โรคไม่มีปัญหาครับท่าน โรคที่ 12 : โรคเสมือนจริงใจ โรคที่ 13 : โรครู้ไปหมดซะทุกเรื่อง โรคที่ 14 : โรคทำงาน (ลึก) ลับอะไรไม่รู้ โรคที่ 15 : โรค "เลื่อนขั้น-ขึ้นเงินเดือนเหรอ" ชาติหน้าบ่ายๆ โรคที่ 16 : โรคตัดสินใจ ทำไมยากจัง! โรคที่ 17 : โรคแค้นฝังหุ่น โรคที่ 18 : โรคหวงก้างไว้ทำเกลือหรือไง? โรคที่ 19 : โรคคลั่งไคล้การประชุม โรคที่ 20 : โรคใช้ลูกน้องสารพัด โรคที่ 21 : โรคลูกน้องทำดีชมนิดนึงแต่ผิดนิดเดียวด่าตลอดปี
โรคที่ 22 : โรคหูเบาใครยุเชื่อหมดใจ โรคที่ 23 : โรคชอบแทงข้างหลังลูกน้อง โรคที่ 24 : โรคจุ้นจ้านไปหมดทุกเรื่อง (คุณเป็นแม่หรือเป็นเจ้านายกันแน่?) โรคที่ 25 : โรคชอบเล่าเรื่องโจ๊ก (แต่มันไม่ค่อยตลกเลย..เจ้านาย!) โรคที่ 26 : โรคเดี่ยวไมโครโฟน (บ้าน้ำลายจริงๆ จ๊ะ!) โรคที่ 27 : โรคฉันชอบประชุมตอนเช้า ใครจะทำไม? โรคที่ 28 : โรคชอบโม้ถึงลูกตัวเองเก่งสุดยอด โรคที่ 29 : โรคเก่งคนเดียว คิดคนเดียว (แต่ตอนลงมือทำ ลูกน้องเพียบ!) โรคที่ 30 : โรคชอบบังคับลูกน้อง โรคที่ 31 : โรคมีลูกน้องที่คิดว่าตัวเองเป็น Superman
โรคที่ 32 : โรคข้าพเจ้าถูกแต่เพียงผู้เดียว โรคที่ 33 : โรคชอบมีไอเดียใหม่ หลังลูกน้องทำงานเสร็จ โรคที่ 34 : โรคแอนตี้คอมพิวเตอร์ โรคที่ 35 : โรคปากว่าตาขยิบ โรคที่ 36 : โรคมือถือสากปากถือศีล โรคที่ 37 : โรคไม่เคยติดตามการทำงานของลูกน้อง
โรคที่ 38 : โรคเตรียมพร้อมเสมอ(เกินไป) โรคที่ 39 : โรคประเมินผลงานด้วยวิธีที่ฉลาดน้อยที่สุด
โรคที่ 40 : โรค "เงิน" เท่านั้นคือการตอบแทน
โรคที่ 41 : โรคจำลูกน้องคนโปรดได้คนเดียว! โรคที่ 42 : โรคชอบสะสม "ระเบิดเวลา"
ปล.เก็บมาฝากจาก spacese น้องจะอะดิ ครับ 5 ข้อที่หัวหน้างานควรหยุดทำหลาย ๆ ท่านคงคงเคยได้ยินสำนวน ฝรั่งที่ว่า “People Organization But Leave their boss.” ที่มาของสำนวนนี้เกิดจากหลาย ๆ องค์กรที่พยายามสรรหาบุคคลากรเก่งๆ เข้ามาสู่องค์กร แต่ไม่สามารรักษาคนเหล่านั้นไว้ได้
ส่วนใหญ่เรามักเข้าใจว่าการดึงดูดและรักษาคนให้อยู่ทำงานกับองค์กรนั้นขึ้นอยู่กับเงินหรือค่าตอบแทนที่น่าพึงพอใจ แต่หากถามว่าเงินคือตัวแปรสำคัญอย่างเดียวหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ เพราะการจากไปของพนักงานมาจากหลายสาเหตุ การที่จะค้นหาตำตอบที่แท้จริงว่าพนักงานลาออกจากองค์กรเพราะเหตุใด ต้องอาศัยระยะเวลาตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพราะแค่การสัมภาษณ์ตอนลาออก (Exit Interview) และเหตุผลที่เขียนในใบลาออกเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง เพราะคำตอบที่พนักงานส่วนใหญ่ตอบคือ “ ไปเรียนต่อ ไปช่วยงานที่บ้าน ได้งานใหม่” ล้วนแต่เป็นคำตอบเดิม ๆ ที่อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้....อยากรู้คำตอบไหม?
การหาโอกาสค้นหาต้นตอของการลาออกด้วยการโทรศัพท์ไปสอบถามพนักงานที่ลาออกจากองค์กรแล้วสักระยะเวลาหนึ่ง ดูจะได้ผลมากกว่า เพราะคนที่โบยบินไปแล้วมักจะยินดีให้ข้อมูลที่ถูกต้อง พบว่ากว่า 80% ของพนักงานที่ลาออกไปแล้ว ส่วนใหญ่กลับคำให้การของตัวเองและค้นพบด้วยสาเหตุหลักของการลาออกนั้นมักมาจากปัญหาที่เกิดจากหัวหน้างาน สอดคล้องกันกับงานวิจัยของสถาบันด้านการพัฒนาบุคลากรทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ว่า คนเข้าทำงานเพราะองค์กรแต่จากไปเพราะหัวหน้าได้เป็นอย่างดี
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีปรมาจารย์ด้าน Executive Coaching ท่านหนึ่ง ชื่อ Marshall Goldsmith ได้บรรยายหัวข้อที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาวะผู้นำ และทิ้งข้อคิดไว้เตือนสติหัวหน้าหลาย ๆคนที่นั่งฟังวันนั้นว่า "What got you here, won’t get you there” หมายความว่า “วิธีการที่ท่านให้ในอดีตและทำให้ท่านประสบความสำเร็จในวันนี้ อาจไม่ใช่วิธีการที่ท่านจะนำไปใช้เพื่อสร้างความสำเร็จในอนาคต”
Peter Drucker ปรมาจารย์ด้านภาวะผู้นำ กล่าวไว้ว่า “พวกเราใช้เวลามากมายในการสอนหัวหน้าว่าพวกเขาควรต้องทำอะไรเพิ่มเติมที่จะเป็นหัวหน้าที่ดี แต่เราไม่ได้ให้เวลามากพอที่จะบอกหัวหน้าว่า พวกเขาควรหยุดทำอะไรเพื่อที่เป็นหัวหน้าที่ดี หัวหน้าจำนวนกว่าครึ่งที่ผมเคยเจอไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่มเติม ถ้าเพียงพวกเขารู้จักที่จะหยุดทำอะไรสักอย่างหนึ่งที่ไม่ควรทำ พวกเขาจะเป็นหัวหน้าที่ดีขึ้นได้ในทันที"
ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่หัวหน้าควรหยุดทำสัก 5 อย่างมาให้ดูกันนะ 1. รับปากแล้วไม่ทำ หรือรับปากในสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ด้วยอำนาจหรือหน้าที่ของตนคนเดียว เช่นรับปากจะขั้นเงินเดือนให้ หรือจะให้โบนัสต้นปี หรือปรับเลื่อนตำแหน่งให้เพื่อรั้งให้ลูกน้องทำงานให้ต่อไป เป็นต้น เพราะจะทำให้ลูกน้องเสียความรู้สึก เสื่อมศัทธานับถือในเรื่องที่รับปากแล้วทำไม่ได้ อาจทำให้ลูกน้องหมดกำลังในการทำงาน 2. รับชอบแต่ไม่รับผิด ไม่กางปีกปกป้องลูกน้อง ดร. เสรี วงษ์มณฑา เคยกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การเป็นหัวหน้าที่ดีคือการรู้จักใช้มือ ใช้หัว และใช้หน้า หมายถึงการเป็นหัวหน้าต้องรู้จักที่จะใช้มือในการลงมือทำให้ลูกน้องได้เห็น ใช้หัวเพื่อสร้างสรรค์ความคิดใหม่ ไม่ใช่คอยจับผิดลูกน้อง และที่สำคัญใช้หน้าเพื่อใช้เอาไว้ยืดหน้ารับความผิดแทนลูกน้อง อย่างคำโบราณว่า “รับหน้า” ไม่ใช่ทุกอย่างโบ้ยว่า ไม่รู้ มอบหมายให้ลูกน้องทำแล้ว ลูกน้องเป็นคนทำ แล้วจะเรียกว่าหัวหน้าได้อย่างไร 3. ตัดสินโดยไม่ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น หรือไม่อธิบายเหตุผลใด ๆ 4. พูดจาไม่ให้เกียรติลูกน้อง หัวหน้างานจำนวนหนึ่งมักมีความคิดว่าตัวเองมีความสนิทสนมกับลูกน้องเป็นอย่างดี จึงไม่จำเป็นต้องระวังคำพูดมากนัก ยิ่งลูกน้องที่ทำงานด้วยกันมานานยิ่งสนิทคิดไปเองว่าลูกน้องคงรู้จักนิสัยของตนดีอยู่แล้ว ทำให้หัวหน้าหลาย ๆคนไม่ระวังคำพูดและปฏิบัติกับลูกน้องไม่ค่อยให้เกียรติกับลูกน้องอยู่บ่อย ๆ 5. ตำหนิลูกน้องต่อหน้าธารกำนัล หัวหน้าจำนวนมากไม่ไว้หน้าลูกน้อง ถ้าทำพลาดก็ซัดกันตรงนั้นเลย พูดเสียงดังในสิ่งที่เป็นปมด้อยและความผิดพลาดของลูกน้องต่อหน้าพนักงานแผนกอื่น ทำให้ลูกน้องรู้สึกอายและไม่อยากทำให้งาน ที่สำคัญไม่เคยชม นัยว่ากลัวเหลิงอะไรทำนองนั้น อย่างหนึ่งสำคัญคือความเสมอภาคเท่าเทียม ความยุติธรรมและความเป็นกลาง การให้สิทธิพิเศษกับลูกน้องคนใดคนหนี่งจนทำให้เห็นความแตกต่าง คือ ลูกน้องบางคนทำดีและทำหน้าที่ของตัวเองไม่มีข้อบกพร่อง แต่อีกคนทำผิดระเบียบบ่อยครั้ง แต่ได้รับผลงานและผลตอบแทนเท่ากันหรือดีกว่า ทำให้ลูกน้องอีกคนที่ทำดีอยู่แล้วไม่มีกำลังใจในการทำงานและเสียความรู้สึกได้ คุณควรจะเป็นหัวหน้าที่มีความยุติธรรมมากกว่านี้ไม่ควรเอาความรู้สึกส่วนตัวตัดสินมากเกินไป
นี่คือพฤติกรรม 5 อย่างที่หัวหน้าหลาย ๆ คน สั่งสมไว้ ถ้าคนเป็นหัวหน้าลองย้อนมองดูตัวเองด้วยใจเป็นกลาง แล้วประเมินว่า “มีสักกี่ข้อแล้ว”?? และหวังว่าคุณจะรู้ตัวเองนะครับ ปล. ตอนที่ผ่าน ๆ มาพี่ณัฐเน้นยำว่า หัวหน้างานควรทำอย่างไรบ้าง แต่ฉบับนี้ขอบอกว่าไม่ควรทำอะไรบ้าง จากพี่ณัฐ ความสุขใกล้ตัว .. อ่านสั้นนิดเดียวแต่ได้ใจความดีมากๆที่มา : โดย พระไพศาล วิสาโล
Date: Tue, 17 Jul 2007 14:46:55 +0700
ความสุขใกล้ตัว .. อ่านสั้นนิดเดียวแต่ได้ใจความดีมากๆ ความสุข สิ่งที่ใคร ๆ ต่างไขว่ขว้า คุณอยากได้กล้องถ่ายรูปแบบดิจิตัลสักตัวหนึ่ง หลังจากหาข้อมูลมาหลายวันทั้งจากหนังสือพิมพ์และคนรู้จัก ก็ตัดสินใจได้ว่าจะซื้อยี่ห้อและรุ่นอะไร คุณใช้เวลา ๒-๓ วันในการหาร้านที่ขายถูกที่สุด แล้วคุณก็พบร้านหนึ่งซึ่งขายต่ำกว่าราคาทั่วไปถึง ๒๕ % คุณตัดสินใจควักเงิน ๗ ,๕๐๐ บาท แล้วพากล้องใหม่กลับบ้าน ด้วยความปลื้มใจที่ได้ทั้งของดีและราคาถูก แต่เมื่อกลับถึงบ้าน ตั้งใจว่าจะไปเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง แต่กลับพบว่าเขาเพิ่งซื้อกล้องยี่ห้อและรุ่นเดียวกับคุณ แต่ซื้อได้ถูกกว่านั้น คือจ่ายไปเพียง ๕ ,๐๐๐ บาทเท่านั้น
คุณจะรู้สึกอย่างไร ? ยังจะยิ้มได้อีกหรือไม่ ? ถ้าคุณยิ้มไม่ออก ก็น่าถามตัวเองว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ? ก็คุณเพิ่งได้ของใหม่มา แถมจ่ายน้อยกว่าคนทั่วไป อีกทั้งสินค้าก็มีคุณภาพและถูกใจคุณเสียด้วย ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่คุณน่าจะดีใจมิใช่หรือ ?
แต่ทำไมคุณถึงเสียใจหรือถึงกับโมโหตัวเอง เป็นเพราะคุณไปเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านใช่หรือไม่ คุณมีกล้องดีที่น่าพอใจ แต่ทันทีที่คุณไปเปรียบเทียบกับกล้องของคนอื่น ความรู้สึกไม่พอใจก็เข้ามาแทนที่ คนเราไม่พอใจกับสิ่งที่ตนมีก็เพราะเหตุนี้ จึงมีผู้กล่าวว่าการเปรียบเทียบเป็นหนทางลัดไปสู่ความทุกข์ เคยสังเกตหรือไม่ว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่มักคิดว่ารถของคนอื่นดีกว่ารถของตัว แฟนของคนอื่นสวย(หรือหล่อ)กว่าแฟนของตัว ลูกของคนอื่นเก่งกว่าลูกของตัว และอาหารที่คนอื่นสั่งมักน่ากินกว่าจานของตัว ถ้าคุณเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ชีวิตจะหาความสุขได้ยาก แม้จะได้มามากเท่าไร ก็ไม่พอใจเสียที อย่าว่าแต่ของที่ซื้อมาด้วยเงินของตัวเลย แม้ของที่เราได้มาฟรี ๆ เช่น ได้โทรศัพท์มือ ถือมาฟรี ๆ ๑ เครื่อง ที่จริงน่าจะดีใจ แต่เมื่อรู้ว่าคนอื่นได้รับแจกรุ่นที่ดีกว่าและแพงกว่า จากเดิมที่เคยยิ้มจะหุบทันที แถมยังจะทุกข์ยิ่งกว่าตอนที่ยังไม่ได้รับแจกด้วยซ้ำ
นั่นเป็นเพราะไปเปรียบเทียบกับคนอื่นใช่ไหม ?
ทั้งๆ ที่ตนมีโชคแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าตนโชคไม่ดีเหมือนคนอื่น ความทุกข์ของผู้คนสมัยนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะไปมองคนอื่นมากเกินไป เราจึงไม่เคยพอใจกับสิ่งที่มีหรือเป็นเสียที แม้ว่าจะสวยหรือหุ่นดีเพียงใด ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองขี้เหร่ ผมไม่สลวย ผิวคล้ำไป แถมวงแขนก็ไม่ขาวนวลเหมือนดารา แต่เมื่อใดที่เราหันมาพอใจกับสิ่งที่ตนมี มองเห็นแง่ดีของสิ่งที่มีอยู่และเป็นอยู่ ความสุขจะเพิ่มพูนขึ้นมามากมายทันที จิตใจจะเบาขึ้น และชีวิตจะหายเหนื่อย เพราะไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องวิ่งไล่ล่าหาซื้อสิ่งของต่าง ๆ มากมาย เพียงเพื่อจะได้มีเหมือนคนอื่นเขา พอใจในสิ่งที่เรามี ภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่กับตัว นี้คือเคล็ดลับสู่ชีวิตที่เบาสบาย และสงบเย็น
ปล.ความสุขขึ้นอยู่ที่ความพอใจของเรา จากพี่ณัฐ แม่โกหกผม 8 ครั้งในชีวิต1. เรื่องเริ่มขึ้นตอนเมื่อผมเป็นเด็ก ๆ ผมเกิดในครอบครัวยากจน ครอบครัวของเราจนมากจนต้องอดข้าวบ่อยๆ เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อถึงเวลากินข้าว...แม่จะแบ่งข้าวมาให้ผมเพิ่มขึ้นอีก พร้อมทั้งพูดว่า "ลูกต้องกินข้าวเพิ่มขึ้นนะ...ส่วนแม ่ไม่ค่อยหิว" นี้เป็นครั้งแรกที่แม่โกหกผม
2. เมื่อผมเติบโตขึ้น คุณแม่เพียรพยายามหาเวลาว่างไปตกปลาในแม่น้ำ เพื่อว่าผมจะได้กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของผม แม่ต้มปลาที่ตกมาได้ทำเป็นซุปให้ผมกิน ในขณะที่ผมกินแกงต้มปลา..แม่จะนั่งข้าง ๆผม แทะกิน เศษเนื้อปลาที่ติดอยู่ตามก้างปลาหลังจากที่ผมได้กินเนื้อปลาไปแล้ว ผมรู้สึกตื้นตันใจมาก..ผมพยายามแบ่งเนื้อปลาให้แม่ แต่แม่ปฎิเสธทันควันพร้อมกับกล่าวว่า "ลูกกินเถอะ...แม่ไม่ค่อยชอบกินเนื้อปลา" นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่แม่โกหกผม
3. เมื่อผมเรียนอยู่ชั้นมัธยม เราต้องใช้เงินเพิ่มมากขึ้น แม่ต้องหารายได้พิเศษด้วยการรับงานเล็ก ๆน้อยจากโรงงานมาทำที่บ้าน บางครั้งผมตื่นขึ้นมาตอนตี 1 หรือตี 2...ผมยังเห็นแม่กำลังทำงาน "แม่ครับ...นอนเถอะครับมันดึกมากแล้ว พรุ่งนี้แม่ต้องไปทำงานอีก " แม่ยิ้มกับผมพูดว่า "ลูกนอนต่อก่อนนะ...แม่ยังไม่เหนื่อย...นอนไม่หลับ" ครั้งที่ 3 แล้วที่แม่โกหกผม
4. ตอนเมื่อใกล้จบชั้นมัธยมผมต้องไปสอบเป็นวันสุดท้าย แม่อุตส่าห์หยุดงานไปเป็นเพื่อนและเพื่อเป็นกำลังใจใ ห้ผม มันเป็นวันที่แดดร้อนมาก ๆ...แม่ต้องรอผมอยู่หลายชม. เมื่อผมทำข้อสอบเสร็จ...รีบออกมาหาแม่ เห็นแม่ผมมีเหงื่อออกท่วมตัว.. แต่ท่านกลับรินน้ำเย็นที่เตรียมมาให้ผมดื่ม ผมเห็นแม่รู้สึกเหนื่อยและร้อนจึงขอให้แม่ดื่มน้ำก่อน แม่พูดขึ้นว่า "ลูกดื่มเถอะ....แม่ยังไม่กระหายน้ำ" นั่นเป็นครั้งที่ 4 ที่แม่โกหกผม
5. หลังจากที่พ่อผมล้มป่วยและเสียชีวิต คุณแม่ที่น่าสงสารต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว แต่ก็ยังไม่ค่อยเพียงพอไม่ว่าคุณแม่จะพยายามมากขึ้นเพียงไร คุณลุงที่อยู่ข้าง ๆบ้านท่านเป็นคนดี พยายามมาช่วยเหลือครอบครัวเราเสมอ....เช่นซ่อมแซมบ้า นที่ผุพัง..ฯลฯ เพื่อนบ้านเห็นครอบครัวลำบากมากก็แนะนำให้แม่แต่งงานใหม่ แต่แม่ยืนกรานไม่เห็นด้วย แม่พูดกับผมว่า "แม่มีลูกอยู่ทั้งคน...แม่ไม่ต้องการความรักอีก" แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ 5 แล้ว
6. ในที่สุดผมก็เรียนจบและมีงานทำ ผมอยากให้แม่ซึ่งตรากตรำทำงานหนักมาตลอดได้พักผ่อนบ้าง แต่แม่ไม่ยอม.....กลับไปตลาดทุกเช้า ขายผักที่หามาได้เพื่อเลี้ยงชีพทั้ง ๆที่ผมพยายามส่งเงินมาให้แม่ (ผมต้องไปทำงานในเมืองที่ห่างไกล) แม่ผมไม่ค่อยยอมรับเงินผม..บางครั้งยังส่งเงินกลับคืนให้ผมอีก แม่พูดกับผมว่า "แม่มีเงินพอใช้แล้ว...ลูกควรเก็บเงินไว้สร้างฐานะ" แม่โกหกผมเป็นครั้งที่ 6
7. เพื่ออนาคตที่ก้าวหน้า.. ผมตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทด้วยทุนของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในอเมริกา เมื่อผมเรียนจบก็ได้งานทำที่นั่นและมีเงินเดือนค่อนข้างสูง เมื่อทำงานไปได้สักพัก...ผมอยากให้แม่ผมมาอยู่กับผมที่อเมริกา เพื่อว่าแม่จะได้หยุดทำงาน...พักผ่อนให้สบายในบั้นปลายของชีวิต แต่แม่ผมไม่อยากรบกวนผม...บอกผมว่า "แม่ไม่คุ้นเคยกับชีวิตต่างแดน" ครั้งที่ 7 แล้วซินะที่แม่โกหกผม
8. เมื่อแม่แก่ตัวลงไปเรื่อย ๆ.. ในที่สุดแม่ก็เป็นมะเร็งและต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล ผมลางานแล้วรีบบินกลับมาหาแม่สุดที่รักทันที แม่ผมนอนพักฟื้นอยู่บนเตียงเมื่อผมไปถึง น้ำตาผมไหลอาบแก้มเมื่อเห็นแม่ซึ่งผ่ายผอมและดูทรุดโทรมลงอย่างมาก แม่รู้สึกดีใจมากที่เห็นผม....พยายามยิ้มอย่างสดชื่น ด้วยความลำบาก ผมรู้ดีว่าแม่ได้ฝืนความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างสุดฝืน จากโรคมะเร็งร้ายที่ลามไปทั่วทั้งตัว ผมโอบกอดแม่พร้อมกับร้องไห้ด้วยความสงสาร หัวใจผมในขณะนั้นเศร้าหมองและเจ็บปวดอย่างที่สุด แม่พยายามปลอบผมด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ "ลูกรักของแม่...เห็นหน้าลูกแม่ไม่รู้สึกเจ็บแล้ว" นี่เป็นครั้งที่ 8 ที่แม่โกหก และเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของแม่ที่โกหกผม
แม่ที่ผมรักและบูชามาตลอดชีวิตได้ปิดตาลงและจากผมไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากที่เธอกล่าวคำโกหกครั้งที่ 8 จบลง......... แปลและเรียบเรียงจาก English Forward Mail -"mother's 8 lies" ใกล้วันแม่แล้วครับ อย่าลืมว่ามีคนๆนึงนึกถึงอยู่นะครับ
เทคนิค ฝึกสมองไบรท์ " โดย วนิษา เรซ ผู้วชาญด้านอัจฉริยภาพจาก ม.ฮาร์วาร์ดFrom: Rattikarn.Junchuay@universalamarit.com Date: Wed, 25 Jul 2007 14:41:17 +0700
โดย วนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพจาก ม.ฮาร์วาร์ด เป็นเจ้าของโรงเรียนและสถาบัน อัจฉริยะสร้างได้ http://www.geniuscreator.com/GFam.htm
ผู้หญิงสมัยนี้ อยากสวย ฉลาด และสุขภาพดี ทุกคนจึงพากันดูแลรูปร่าง ด้วยการออกกำลังกาย เคร่งครัด เรื่องอาหารการกิน แต่ไม่เคยมีใครสนใจว่าจะดูแลสมองอย่างไรให้มีสุขภาพดี ทั้งที่สมองเป็นอวัยวะที่ ตัดสินใจทุกเรื่องของชีวิต เราจึงควรเอกเซอร์ไซส์สมองให้ไบรท์ด้วยเทคนิคง่าย ๆ ต่อไปนี้
1. จิบน้ำบ่อย ๆ สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมอง เห่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละ วันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ
2. กินไขมันดี คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดี ระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความ คิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
4. ใส่ความตั้งใจ การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับ พฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่ง ที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่ง ใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และ สร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
8. เขียนบันทึก Graceful Journal ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับ หลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9. ฝึกหายใจลึก ๆ สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่ง พลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่ม ขึ้นอีก 20 %
การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดู แลและฝึกสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม
ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม : จริง ๆทุกการแนะนำถ้าเราไม่มีอคติ กับเรื่องใด ๆ ก็ตาม ถ้าเรารู้สึกว่าน่าจะมีประดยชน็ลองทำดูได้นะครับ ถ้าไม่ดีเก็ปล่อยให้ผ่านไป แต่ถ้าดีก็เป็นยชน์กับตัวเราเอง ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
จากพี่ณัฐครับ หากมีเรื่องดี ๆ จะเก็บมาฝากอีกนะ
วิธีอยู่กับคนที่เราไม่ชอบส่งเมื่อ: 14 กรกฎาคม 2550 22:35:31
รู้ไหมว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี ? ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม : สิ่งดี ๆมักจะเริ่มต้นจากวิธีคิดของแต่ละคน แนวทางการใช้ชีวิตมีหลายมุมมองซึ่งแต่ละคนมักมีแนวความคิดที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ ต้องการแสวงหาความสุข ปล.ร่วมแชร์แนวคิดกันได้ที่นี่นะครับ...จากพี่ณัฐ พระราชดำรัสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวSubject: FW: Good Date: Thu, 28 Jun 2007 09:09:49 +0700 From: thepchoo@smebank.co.th บทเรียนจากนักศึกษา ป.โท.จาก: F~@~I patsy (filivanapix@hotmail.com)
ส่งเมื่อ: 29 มิถุนายน 2550 17:52:29 เขาเดินเข้าห้องเรียนมาพร้อมด้วยของสองสามอย่างบรรจุอยู่ในกระเป๋าคู่ใจ เมื่อได้เวลาเรียน เขาหยิบเหยือกแก้วขนาดใหญ่ขึ้นมาแล้วใส่ ลูกเทนนิสลงไปจนเต็ม แล้วหันไปถามนักศึกษาว่า
"พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือยัง?" เขาหันไปถามนักศึกษาปริญญาโทแต่ละคนมีสีหน้าตาครุ่นคิดว่าอาจารย์หนุ่มคนนี้จะมาไม้ไหนก่อนจะตอบพร้อมกัน "เต็มแล้ว..." เขายิ้มไม่พูดอะไรต่อหันไปเปิดกระเป๋าเอกสารคู่ใจ หยิบกระป๋องใส่กรวดออกมาแล้วเทกรวดเม็ดเล็กๆ จำนวนมากลงไปในเหยือกพร้อมกับเขย่าเหยือกเบาๆ กรวดเลื่อนไหลลงไปอยู่ระหว่างลูกเทนนิสอัดจนแน่นเหยือก เขาหันไปถามนักศึกษาอีก "เหยือกเต็มหรือยัง?" นักศึกษามองดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาตอบ "เต็มแล้ว..." เขายังยิ้มเช่นเดิม หันไปเปิดกระเป๋าหยิบเอาถุงทรายใบย่อมขึ้นมาและเททรายจำนวนไม่น้อยใส่ลงไปในเหยือก เม็ดทราย ไหลลงไปตามช่องว่างระหว่างกรวดกับลูกเทนนิสได้อย่างง่ายดาย เขาเทจนทรายหมดถุง เขย่าเหยือกจนเม็ดทรายอัดแน่นจนแทบล้นเหยือก เขาหันไปถามนักศึกษาอีกครั้ง "เหยือกเต็มหรือยัง"?
เพื่อป้องกันการหน้าแตกนักศึกษาปริญญาโทเหล่านั้นหันมามองหน้ากัน ปรึกษากันอยู่นาน หลายคนเดินก้าวเข้ามาก้มๆ เงยๆ มองเหยือกตรงหน้าอาจารย์หนุ่มอยู่หลายครั้ง มีการปรึกษาหารือกันเสียงดังไปทั้งห้องเรียน จวบจนเวลาผ่านไปเกือบห้านาที หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาจึงเป็นตัวแทน เดินเข้ามาตอบอย่างหนักแน่น "คราวนี้เต็มแน่นอนครับอาจารย์"
"แน่ใจนะ"
"แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีกครับ"
คราวนี้เขาหยิบ เบียร์สองกระป๋องออกมาจากใต้โต๊ะแล้วเทใส่เหยือกโดยไม่รีรอ ไม่นานเบียร์ก็ซึมผ่านทรายลงไปจนหมด ทั้งชั้นเรียนหัวเราะฮือฮากันยกใหญ่ เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี "ไหนพวกคุณบอกว่าเหยือกเต็มแน่ๆไง" เขาพูดพลางยกเหยือกขึ้น
" ผมอยากให้พวกคุณจำบทเรียนวันนี้ไว้ เหยือกใบนี้ก็เหมือนชีวิตคนเรา ลูกเทนนิสเปรียบเหมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เช่น ครอบครัว คู่ชีวิต การเรียน สุขภาพ ลูก และเพื่อน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณต้องสนใจจริงจัง สูญเสียไปไม่ได้ เม็ดกรวดเหมือนสิ่งสำคัญรองลงมา เช่น งาน บ้าน รถยนต์ ทรายก็คือเรื่องอื่นๆ ที่เหลือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราจำเป็นต้องทำ แต่เรามักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ เหยือกนี้เปรียบกับชีวิตของคุณ ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อน คุณจะมัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆน้อยๆ อยู่ตลอดเวลา ชีวิตเต็มแล้ว... เต็มจนไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวด ไม่มีที่เหลือใส่ให้ลูกเทนนิสแน่นอน " ชีวิตของคนเราทุกคน ถ้าเราใช้เวลาและปล่อยให้เวลาหมดไปกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เราจะไม่มีที่ว่างในชีวิตไว้สำหรับเรื่องสำคัญกว่า ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม : จริง ๆสิ่งสำคัญในการจัดระบบตัวเราเอง คือ เราต้องสามารถลำดับความสำคัญของสิ่งต่าง ๆได้ และให้เวลากับสิ่งต่าง ๆ ตามลำดับความสำคัญ |
|
|