Mr.NAT's profileสมุดบันทึกของพี่ณัฐ--->พ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    ขำ ๆ กับพระมหาสมปอง

    ญาติโยมหลายท่านมักถามว่า

    " ท่านบวชเรียนมาตั้งแต่อายุยังน้อย อยู่ในเพศบรรพชิตมามากกว่าครึ่งชีวิต มีโอกาสสัมผัสชีวิตฆราวาสไม่มากนัก

    แล้วเอาข้อมูล วัตถุดิบหรือมุกมาจากไหนหนักหนา"

     

    อาตมาก็ตอบว่า หลักๆ เลยก็คือ การอ่าน นอกจากนั้นก็หนัง ละคร   ที่ญาติโยมดูกันนั่นแหละ

    พอตอบออกไปอย่างนี้ โยมก็สวนกลับทันที

    " ไม่ผิดข้อห้ามหรือท่าน"

     

    อาตมาก็จะอธิบายไปว่า ดูเพื่อให้เท่าทันกิเลสจะได้สกัดมันถูก   และที่สำคัญ   หากอาตมาไม่รู้หรือไม่เข้าใจ

    ตลอดจนไม่เท่าทันเรื่องราวทางโลกและ   จะมาบรรยายธรรมให้ญาติโยมรู้สึกอินกันได้อย่างไร

    ซึ่งนอกจากการอ่าน   การดูและการฟังแล้ว   หลายวัตถุดิบที่นำมาสร้างเป็นมุกฮา ก็ได้มาจากการพูดคุยกับ

    เหล่าโยมๆ นี่แหละ

            อย่างวันหนึ่งระหว่างที่อาตมากำลังฉันเพลอยู่ก็มีโยมท่านหนึ่งโทร.มา

            " พระอาจารย์เหรอคะ   นี่อาตมาเองนะคะ"

            " หา อะไรนะ"

            " พระอาจารย์เหรอคะ   นี่อาตมาเองค่ะ"

            " ถ้าโยมแทนตัวว่าอาตมา แล้วอาตมาจะแทนตัวอาตมาว่าอะไร"

            " อ๋อ ขอโทษค่ะ"

            หลังจากนั้นก็คุยธุระกันจนจบ อาตมาก็กล่าวว่า

            " เจริญพร"

            " ค่ะ เจริญพรเช่นกัน"

            แน่ะ มีอวยพรให้พระด้วย

     

            ข้างต้นก็คือ   สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ ระหว่างพูดคุยกับเหล่าญาติโยม   จนถือว่าเป็นเรื่อง

    ปกติสำหรับอาตมาไปแล้ว   หรืออย่างก่อนหน้านี้มีโยมผู้หญิงคนหนึ่ง เดินถือสังฆทานมาอย่างมาดมั่น

    พอเข้ามาในกุฏิแล้ว   เธอก็มุ่งตรงไปที่พระบวชใหม่รูปหนึ่งทันที

            " ถวายสังฆทานค่ะ"

            พระบวชใหม่ด้วยความที่ยังจำบทสวดต่างๆ ไม่ค่อยคล่องนัก จึงหยิบหนังสือขึ้นมาดู

            " ไม่ต้องค่ะ" โยมผู้หญิงคนนั้นกล่าวอย่างหนักแน่นตามสไตล์สาวมั่น

            " ดิฉันท่องได้ค่ะ เพราะคุณยายพาเข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ" เธอพนมมือขึ้น ก่อนกล่าวว่า

            " อิมานิ มะยัง ภันเต สะปะริวารานิ คิกขุ สังโฆ"   ( ที่ถูกต้อง จะต้องเป็น ภิกขุ สังโฆ)

            พระบวชใหม่มีสีหน้างุนงง ก่อนหันมาถามอาตมา

            " คิกขุสังโฆ นี่มันฟังทะแม่งๆ นะหลวงพี่"

            อาตมาเกรงว่าโยมผู้นั้นจะหน้าแตก ก็เลยตอบไปว่า

            " คิกขุ แปลว่า น่ารัก     สังโฆ   แปลว่า สงฆ์     คิกขุสังโฆ   ก็คือ แด่พระสงฆ์ผู้น่ารัก"

            เท่านั้นแหละ พระใหม่รูปนั้นนั่งยืดทั้งวันเลย

     

            แต่ก็มีบางกรณี   ที่การพูดผิดของคุณโยมทำให้อาตมาแทบจะสำลัก

            อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ มีโยมท่านหนึ่งโทรศัพท์มา

            " หลวงพี่ขา   ขอเรียนเชิญนิมนต์ค่ะ"

            " ไปไหนล่ะโยม"

            " ไปมรณภาพที่บ้านน่ะค่ะ"

            โห นิม นต์พระไปตายถึงที่บ้านเลย   อาตมาจึงบอกไปว่า   ถ้านิมนต์ไปงานศพไปให้ได้

    แต่ถ้าเชิญไปมรณภาพนี่   ช่วงนี้อาตมาไม่ว่างจริงๆ ขอตัวเถอะนะโยม

     

            จากตัวอย่างที่อาตมาเล่าไว้ข้างต้น   คุณโยมอาจจะเห็นเป็นเรื่องขบขัน   แต่มันก็สะท้อน

    ให้เห็นความห่างเหินระหว่างคนกับวัดได้ในระดับหนึ่ง   ปัจจุบันนี้คนจะนึกถึงวัดในกรณีพิเศษ

    เท่านั้น   เช่นงานบวช   งานศพ   ต่างกับสมัยก่อนที่วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน   ฆราวาสกับพระจึง

    สนทนากันไหลลื่น   ไม่มีคำแปลกๆ หรือผิดที่ผิดทางออกมาให้พระสุดุ้งแต่อย่างใด

            ซึ่งถ้าพูดถึงศัพท์แสงที่แสลงใจแล้ว   ตอนไปบิณฑบาตอาตมาจะเจอบ่อยมาก เช่นมีอยู่

    ครั้งหนึ่งระหว่างที่กำลังเดินๆ อยู่   ก็ได้ยินเสียงใสๆ แว่วขึ้นมา

            " แม่ๆ พระมาขอข้าว"

            " มาเยอะไหมลูก"

            " มา 2   อัน"

            โห   เรียกอย่างกับชิ้นส่วนรถยนต์ นี่ถ้ามาเยอะๆไม่เรียกเป็นฝูงเลยเหรอ

            ดังนั้นเวลาไปบรรยายธรรมให้นักเรียนฟังอาตมาจะนำเรื่องนี้ไปสอดแทรกเพื่อสอน

    เด็กๆ ด้วย

            " ถ้าพระกิน   เรียกว่า   ฉัน"

            " พระนอน เรียกว่า จำวัด" (บางคนเรียกขี้เกียจเป็นพระนอนไม่ได้)

            " พระป่วย เรียกว่า อาพาธ"

            " พระตาย   เรียกว่า มรณภาพ" (ไม่ใช่เรียกป่อเต็กตึ๊งนะ)

            " แล้วพระอาบน้ำล่ะ เรียกว่าอะไรเอ่ย"   คราวนี้อาตมาถามให้เด็กๆ ตอบบ้าง

            " เรียกคนมาดู"

        ;     จบกัน

     

    ปล.เมื่อวาน (วันที่ 3 มกราคม 2551) พี่ณัฐได้ร่วมจัดงานฌาปณกิจศพ คุณตาขึ้นและได้จัดพิมพ์หนังสือเพื่อแจกในงานศพ ซึ่งพี่ณัฐรู้สึกว่าน่าจะเผยแพร่ให่กับเพื่อน ๆ น้อง ๆ ได้รู้และได้ศึกษากัน และจำทำให้ตอนต่อ ๆ ไปปขพี่ณัฐจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมอันเป็นกุศล

    คำว่ากุศลนั้น คือ ความฉลาด ความรู้  ส่วนคำว่าบุญ คือ ความอิ่มเอิบใจแม้จะไม่รู้                                              

    จาก พี่ณัฐครับ

    เทคนิคการเอาตัวรอด จากตำรวจจราจร


    ในกรณีที่ตำรวจจราจรเรียกแล้ว ไม่ว่ากรณีใดๆ ขอให้ท่านปฎิบัติตัวดังต่อไปนี้

    ๑. อย่าไปโต้เถียงใดๆทั้งสิ้น และพูดจาให้สุภาพที่สุด

    ๒. ระงับอารมณ์ให้เป็นปกติ ประหนึ่งว่ามีเรื่องตลกเกิดขึ้น

    ๓. จราจรขอดูใบขับขี่ ห้ามให้ดูเด็ดขาด ( คุณอาจจะถ่ายสำเนาใบขับขี่ แล้วยี่นให้เขาดูจะดีที่สุด)

    ๔. ขอให้จราจรเขียนใบสั่งให้คุณ เขาจะเพิ่มข้อหาอีกข้อหนึ่งคือ ไม่มีใบอนุญาติขับขี่ ก็ให้เขาเพิ่มข้อหา

    ๕. เมื่อได้รับใบสั่งมาแล้ว คุณจะฉีกทิ้งหรือเก็บไว้เป็นที่ระลึกก็สุดแท้แต่คุณ

    ๖. คุณไม่ต้องไปจ่ายค่าปรับตามใบสั่ง

    ประเด็นสำคัญ อย่าให้จราจรดูใบขับขี่เด็ดขาด เพราะมันจะยึด(วิ่งราวทัพย์)ใบขับขี่คุณไป แล้ว
    คุณก็ต้องยอมไปเสียค่าปรับเพื่อจะเอาใบขับขี่กลับคืน



    เมื่อคุณไม่ไปชำระค่าปรับจะมีผลอย่างไร

    ๑. ไม่มีผลต่อการเสียภาษีรถยนต์หรือจักรยายนต์ทั้งสิ้น คุณยังไปชำระค่าภาษีได้ตามปกติ แม้จราจรจะขู่ ว่าจะอายัดทะเบียนก็ตาม

    ๒. ขนส่งไม่มีสิทธิ์ที่จะไม่รับต่อภาษี ไม่มีสิทธิ์ยึดหน่วงเล่มทะเบียน

    ๓. การอายัดเล่มทะเบียนมันเป็นข้อตกลงระหว่างตำรวจกับกองทะเบียน ไม่ได้เป็นข้อกฎหมายที่จะบังคับ ใช้กับประชาชนได้ ดังนั้นขนส่งทุกแห่งจะไม่รับชำระภาษีหรือยึดหน่วงเล่มทะเบียนไม่ได้



    ผมโดนยึดใบขับขี่รถยนต์ แล้วไม่ไปเสียค่าปรับ สิบปีมาแล้ว ต่อทะเบียนได้ทุกปี จนขาย รถทิ้งไปแล้ว ผมมีใบสั่งเกือบสิบใบทั้งรถยนต์ มอไซค์ ก็ไม่มีปัญหาก่อต่อภาษี

    ผม ไม่ได้ส่งเสริมให้ใครทำผิดกฎหมาย แต่ไม่อยากเห็นใครเสียเปรียบโดยไม่
    เป็นธรรม วันหลังจะมาบอกว่ากรณีใดที่ตำรวจยึดรถได้ กรณีใดยึดไม่ได้ เพื่อจะได้เป็นความรู้
    ต่อสู้กับมาเฟียในคราบของตำรวจ




    ที่มา :
    http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=blogangel&date=31-10-2007&group=3&gblog=38

    ขอแสดงความคิดเห็นกรณีสั่งปิดการออกอากาศ TITV เมื่อ 14 มค.51 เวลา 24.00 น.

    เมื่อคืนเวลา 24.00 น. (วันที่ 14 มค.51) TITV ถูกระงับการส่งสัญญาณ!!! โดยกรมประชาสัมพันธ์ช่อง 11  นี้มันเกิดอะไรขึ้น????

     

       จริง ๆ ผมเป็นแค่คน ๆ หนึ่งที่เลือกจะรับฟังข่าวสารจากช่อง TITV เป็นหลัก เหมือนกับอีกหลาย ๆคน เพราะผมมีความเชื่อในคุณภาพข่าวที่ปรากฏ และผมเชื่อ...

     

       เป็นเรื่องที่หน้าตกใจ เมื่อคืนผมเลิกงานกลับถึงบ้านประมาณเวลา 22.00 น. TV ช่องแรกที่ผมเปิด คือ TITV ผมไม่ได้เจาะจงที่จะเลือกเปิดแต่เป็นธรรมชาติโดยปกติ คือ ถึงบ้านกดรีโหมดเปิด TV กดช่อง TITV ฟังข่าวสารพร้อมกับทำงานอื่น ๆ ไปเรื่อย ๆ แต่วันนี้ไม่เหมือนกับทุกวันเมื่อผู้ประกาศข่าวแจ้งว่า ตนเองพึ่งได้รับเอกสารที่แฟกซ์มาจากกรมประชาสัมพันธ์ ลงวันที่ 14 มค.51 ลงนามโดยอธิบดี ฯ เพื่อให้ TITV หยุดการส่งสัญญาณ โดยช่อง 11 ส่งสัญญาณมาแทนในเวลา24.00น....

     

       ทำเหมือนกับเล่นขายของ เหมือนกับองค์กรนี้ไม่ใช่องค์กร เหมือนกับอยากทำอะไรก็ทำ เหมือนกับ...

    มันไร้ซึ่งความเป็นมืออาชีพ คนธรรมดา ๆ ที่มีสามัญสำนึกเค้ายังไม่ทำกันแบบนี้เลย

     

       ซึ่งมันไม่แปลกเลยในความรู้สึกของผมที่เห็นคุณภาพของช่อง 11 ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คุณเห็นช่อง 11 เป็นยังไง คุณภาพ หรือความสามารถของผู้บริหารก็เป็นอย่างงั้น... ผมบอกได้เลยว่ามันต่ำมากต่ำจริง ๆในความเห็นของผม

     

       ที่บอกว่าไม่มีสามัญสำนึกและไร้ซึ้งความเป็นมืออาชีพ ก็เพราะว่ามีเห็นผลความจำเป็นอันใด ที่จะต้องปิดสถานีโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้าหากจะกระทำการใด ๆ ต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและต้องเชื่อมั่นได้ว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับได้และพร้อมรับฟังความคิดเห็นที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่คิดแบบเด็ก ๆ กลัวการแสดงความคิดเห็นโดยการ ปิดสถานี ปิดปาก ผมเชื่อว่าพลังของความถูกต้องพลังของประชาชนจะสามารถแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดครั้งนี้ได้

     

    "คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ ท่านนายกฯ คิดอย่างไร? และท่านต้องการจะทำอะไร????"

     

       ผู้บริหารมืออาชีพต้องสามารถทำการใด ๆ ที่ทำให้คนส่วนมากมีความเชื่อฟังอย่างเต็มใจ มีความมั่นใจ เคารพนับถือ และให้ความร่วมมือด้วยความจริงใจเพื่อปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์

     

    ง่าย ๆ แค่นี้ยังทำให้เกิดไม่ได้....

     

    ขอแสดงความคิดด้วยคนแค่นั้นครับ จากพี่ณัฐ

    คำขวัญวันเด็ก

    จอมพล ป. พิบูลสงคราม

       พ.ศ. 2499 จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม

      

    จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

       พ.ศ. 2502 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า

       พ.ศ. 2503 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด (เมแผนพัฒนาเศรษฐกิจ)

       พ.ศ. 2504 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย

       พ.ศ. 2505 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด

       พ.ศ. 2506 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด

       พ.ศ. 2507 ไม่มีคำขวัญ เนื่องจากงดการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ

     

    จอมพลถนอม กิตติขจร 

       พ.ศ. 2508 เด็กจะเจริญต้องรักเพียรทำดี

       พ.ศ. 2509 เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคาราวะ มานะ บากบั่น และสมานสามัคคี

       พ.ศ. 2510 อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรงดี มีความประพฤติเรียบร้อย

       พ.ศ. 2511 ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัย เฉลียวฉลาดและรักชาติ

       พ.ศ. 2512 รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นเด็กดีที่พึงจำ 

       พ.ศ. 2513 เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส

       พ.ศ. 2514 ยามเด็กจงหมั่นเรียน เพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ 

       พ.ศ. 2515 เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ

       พ.ศ. 2516 เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ

       

    นายสัญญา ธรรมศักดิ์

       พ.ศ. 2517 สามัคคีคือพลัง

       พ.ศ. 2518 เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี

     

    หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช 

       พ.ศ. 2519 เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรือง จะต้องทำตัวให้ดี มีวินัย เสียแต่บัดนี้

     

    นายธานินทร์ กรัยวิเชียร

       พ.ศ. 2520 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย

     

    พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

       พ.ศ. 2521 เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ

       พ.ศ. 2522 เด็กไทยคือหัวใจของชาติ   

       พ.ศ. 2523 อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย

     

    พลเอกเปรรม ติณสูลานนท์

       พ.ศ. 2524 เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม

       พ.ศ. 2525 ขยันศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย

       พ.ศ. 2526 รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัยและคุณธรรม

       พ.ศ. 2527 รักวัฒนธรรมไทย ใฝ่ดี มีความคิด สุจริตใจมั่น หมั่นศึกษา

       พ.ศ. 2528 สามัคคี นิยมไทย ใฝ่คุณธรรม

       พ.ศ. 2529 - 2531 นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

     

    พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ

       พ.ศ. 2532 - 2533 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

        พ.ศ. 2534 รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา

     

    นายอนันท์ ปันยารชุน

        พ.ศ. 2535 สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม

     

    นายชวน หลีกภัย

       พ.ศ. 2536 - 2537 ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิงแวดล้อม

       พ.ศ. 2538 สืบสายวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม

     

    นายบรรหาร ศิลปอาชา

        พ.ศ. 2539 มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกใกลยาเสพติด

     

    พลเอกชวลิต ยงใขยุทธ

       พ.ศ. 2540 รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด

     

    นายชวน หลีกภัย

       พ.ศ. 2541 - 2542 ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย

       พ.ศ. 2543 - 2544 มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย

     

    พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร

          พ.ศ. 2545 เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส

          พ.ศ. 2546 เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี

         พ.ศ. 2547 รัดชาติ รักพ่อแม่ รัดเรียน รักสิ่งดี ๆ อนาคตดีแน่นอน

         พ.ศ. 2548 เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด

          พ.ศ. 2549 อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด

     

      พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์

       พ.ศ. 2550 มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข

       พ.ศ. 2551 สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม

    จากพี่ณัฐ

    ตำรวจโคตรเลว...(คิดว่าเป็นเพียงส่วนน้อย)...ภัยจากปั๊มน้ำมัน

                    เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย....โค.. ต.. ร เลวทั้งตำรวจและพวกที่อยู่ในแก๊งค์เลย ถ้าจริงสุดยอดไม่รู้จะประณามว่าอย่างไร ใครที่รู้จักคนใหญ่คนโต ก็ช่วยถามให้หน่อยนะ ว่ามีจริงไหม เท่าที่เพื่อนเคยโดนมานะครับ....

                     เวลาเราไปเติมน้ำมันตามปั้ม... ให้ลงมาดูนะครับเวลาเด็กปั้มมันเติม...... เพราะถ้าคุณไม่ดูอาจเป็นแบบเพื่อนผม..... เพื่อนผมไปเติมน้ำมัน ทางสายจะไปแพร่ เติมเสร็จขับรถออกมา ดูกระจกหลังเห็นมีถุงพลาสติกปลิวไสวๆ อยู่ที่ฝาเติมน้ำมัน มันก็เลยลงมาดู....เจออะไรรู้ไหมครับ เจอยาบ้า 5 เม็ดอยู่ในถุง มันก็เลยโยนทิ้งข้างทาง พอขับรถออกมาได้ สัก 1 กม. เจอด่านตำรวจครับ ตำรวจเรียกตรวจ.....

                    คำแรกที่ตำรวจ (มัน) ถาม มันถามว่าเปิดฝาถังน้ำมันหน่อย...... พอจะรู้กันหรือยังครับ

                    รถเพื่อนผมโดนรื้อทั้งคันเลย.... เพราะมันหายาบ้าไม่เจอ ท่าทางหงุดหงิดมาก ค้นอยู่นานเป็นชั่วโมงเลย พอไม่เจอมันก็เลยปล่อยเพื่อนผมไป พอจะวิเคราะห์ออกไหมครับ

                    ตำรวจกับเด็กปั้มหากินด้วยกัน โดยการให้เด็กปั้มแอบเอายาบ้ามายัดตามรถที่เติมน้ำมัน ยัดเสร็จ โทรไปแจ้งรูปพรรณรถกะตำรวจ แล้วพอค้นเจอยาก็จะขอตังส์ ให้เรื่องจบ 2-3 หมื่น แล้วไปแบ่งกันกะเด็กปั้ม...!

                โชคดีที่เพื่อนผมเห็นทันเลยรอดตัว เวลาไปเติม น้ำมันสังเกตกันให้ดีนะ ครับถ้าเจออย่างนี้ เซ็งครับ

     

    ไม่ใช่เรื่อง เล็กๆ เลย

     

    ปล.จริง ๆแล้วเรื่องเลว ๆ ยังมีอีกเยอะ แต่เรื่องดี ๆก็มีเยอะไม่น้อยกว่ากันเลยครับ

    จากพี่ณัฐ

    .

    น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

    สมเด็จเจ้าพี่นาง ฯ

     

    จาก...พี่ณัฐ...

    ภาพทอดกฐินสามัคคี

     
     

    อีกมุมมองของคน

                    มีคู่รักคู่หนึ่งนั่งรถเมล์ที่กำลังตรงไปในเมืองในหุบเขา  มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่ได้ลงกลาง ทาง หลังจากที่พวกเขาได้ลงแล้ว  รถเมล์ก็วิ่งต่อไป แต่เพียงไม่นานก็มีหินก่อนขนาดมหึมา ได้ตกลงมาจากที่สูงมาก และทับรถเมล์คันนั้นพังยับเยิน  ทุกคนที่อยู่ในรถในเวลานั้นเสียชีวิต ทั้งหมด  

     

    คู่รักคู่นั้นเมื่อได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็พูดขึ้นว่า " ถ้าพวกเรายังอยู่ในรถคันนั้นก็ดี น่ะซิ!"

    คนส่วนใหญ่น่าจะคิดว่า "ยังดีนะที่เราลงจากรถก่อน!"

     

     แต่คู่รักคู่นี้กลับพูดสิ่งที่ต่างจากคน  ส่วนใหญ่ คุณคิดว่าเพราะอะไร ???  

     

                    ตอบมาก่อนนะว่าคิดว่าไง เดี๋ยวจะเฉลยทีหลัง ขอเฉลยนะครับ ถ้าพวกเขายังคงอยู่และไม่ได้ลงจากรถ รถเมล์คันดังกล่าวก็จะไม่ต้องหยุดรถเพื่อพวกเขา และจะขับเลยตำแหน่งที่หินถล่มลงมา!! ในชีวิตของพวกเรานั้น ให้ลองมองด้วยมุมมองที่ต่างจากของตัวเองและพยายามเข้าใจและช่วยเหลือผู้ อื่นมากขึ้น อย่าได้ใช้ชีวิตอย่างขาดสติและเฉยเมย ทำเพื่อตัวเองอีกต่อไปเลย คุณตอบปริศนาข้างบนถูกมั้ยครับ ? ถ้าคุณตอบถูก(โดยไม่เคยอ่านที่อื่นมาก่อนนะ) แปลว่าผมตาถึงมาก ที่ได้คุณมาเป็นเพื่อน แต่ถ้าคุณตอบผิด ก็ยินดีกับคุณด้วยที่เป็นเหมือนผม

    ขุมทรัพย์ประกันสังคม

    น้อง ๆ เพื่อน ๆ ทั้งหลายผู้จ่ายเงินประกันสังคมทุกท่านครับ หากมีใครสักคนมาว่าจ้างให้ท่านไปนั่งบริหารเงิน 450,000 กว่าล้านบาท หรือในทางกลับกันหากท่านเป็นเจ้าของเงิน ท่านจะพิจารณาคัดเลือกคนที่มีคุณสมบัติเช่นใดมาบริหารเงินก้อนนี้

     

    ที่ผมตั้งคำถามนี้กับท่านผู้อ่านเพราะรู้สึกไม่สบายใจ เมื่ออ่านข่าวพบว่าเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) สำนักงานประกันสังคม ใช้งบฯบริหาร 10% หรือเฉลี่ยปีละ 30 ล้านบาท ไปกับการดูงานต่างประเทศ

     

    ส่วนใหญ่จะเป็นการเดินทางไปยุโรปและอเมริกาปีละหลายๆครั้ง โดยใช้งบฯ เฉลี่ยครั้งละ 3 ล้านบาท สำหรับคณะ 20-30 คน

     

    โดยที่ไม่เคยชี้แจงต่อผู้เอาประกันตนหรือสาธารณชนว่า ได้รับประสบการณ์ความรู้อะไรบ้าง จากการเดินทางไปดูงาน หรือได้สารประโยชน์ใดมาปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น

     

    มิหนำซ้ำข่าวที่ออกมากลับกลายเป็นตรงกันข้าม เช่น เมื่อวันที่ 20-29 ก.ย. ที่ผ่านมา บอร์ดประกันสังคมเดินทางไปดูงานที่สหรัฐอเมริกา แต่ในกำหนดการกลับเป็นการท่องเที่ยว เสียส่วนใหญ่ ทั้งหาความสำราญในเมืองกาสิโนอย่างลาสเวกัส เยี่ยมชมโรงถ่ายภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซล ล่องเรือชมภูมิทัศน์อ่าวซานฟรานซิสโก สะพานโกลเดนเกทและคุกอัลคาทราส ช็อปปิ้งและรับประทานอาหารในภัตตาคารหรูหรา

     

    จนรู้สึกเหมือนว่า ผมให้เขาหักเงินเดือนละ 5% เพื่อให้บางคนไปเสพสุข ในต่างประเทศ แทนที่จะเอาไปผ่อนเบาภาระความทุกข์ยาก ของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน

     

    ผมไม่ได้นึกเสียดายเงินก้อนนี้ แต่รู้สึกเสียใจบ้างก็คือเงินที่เสียไป ไม่ได้ทำให้บอร์ด ประกันสังคมรู้สึกตระหนักว่า ควรจะตอบแทนบุญคุณคนที่ให้ส่งเงินสมทบกองทุนฯ หรืออย่างน้อยก็ควรที่จะดูแลผลประโยชน์ของผู้ประกันตนให้มากกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยให้มีการรุมทึ้งเหมือนในอดีต

     

    เพราะในหลายๆปีที่ผ่านมา ข่าวคราวที่ออกมาจากสำนักงานประกันสังคม ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องทุจริตคอรัปชัน ไม่ว่าจะเป็นโครงการจัดหาและ ดำเนินการระบบงานสารสนเทศแรงงาน หรือโครงการอี-เลเบอร์ มูลค่า 2,800 ล้านบาท โครงการจัดซื้อที่ดินและอาคารวัฏจักร มูลค่า 500 ล้านบาท

     

    หรือความไม่ชอบมาพากลในการลงทุนในหุ้นไทยธนาคาร 63 ล้านหุ้น มูลค่าเกือบ 500 ล้านบาท ที่ทำให้กองทุนฯต้องขาดทุนไปกว่า 200 ล้านบาท

     

    ซึ่งล้วนเกี่ยวพันไปถึงนักการเมือง นายทุนพรรค หรือไม่ก็ลูกหลาน อดีตผู้บริหารกระทรวง

     

    ในขณะที่นักการเมืองและผู้บริหารกำลังเสวยสุข ใช้จ่ายเงินกองทุนฯกันอย่างสนุกมือ แต่ผลประโยชน์ตอบแทนที่ผู้ประกันตนควรจะได้รับกลับลดลง

     

    ต้องไม่ลืมว่าเงิน 450,000 กว่าล้านบาท แม้จะดูเยอะ แต่เมื่อเทียบกับภาระที่กองทุนฯ ต้องจ่ายคืนผู้ประกันตนในอนาคต โดยเฉพาะในปี 2557 ที่ผู้ประกันรุ่นแรกเกษียณอายุและ จะได้รับเงินบำนาญ เงินกองทุนฯก็จะเริ่มไหลออกและไหลออกเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้กองทุนฯที่ดูเหมือนจะมากในวันนี้หดเล็กลง จนต้องเพิ่มเปอร์เซ็นต์การหักเงินสมทบ เพื่อที่กองทุนฯจะได้ไม่ต้องติดลบ

     

    ดังนั้น หน้าที่สำคัญของบอร์ดประกันสังคม จึงจำเป็นที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกันตน และพยายามสร้างผลกำไรให้กับกองทุนฯให้มากที่สุด ไม่ใช่การถลุงเงินกองทุนฯ เพื่อบำรุงบำเรอความสุขตัวเอง

     

    น่าเสียดายที่บอร์ดประกันสังคม แม้จะมาจากภาครัฐ นายจ้างและลูกจ้าง แต่อำนาจการบริหารมักตกอยู่ในมือนักการเมืองและข้าราชการประจำ ทำให้กองทุนฯกลายเป็นขุมทรัพย์ให้คนเลวได้กอบโกยอย่างไม่สิ้นสุด

     

    หากเราปล่อยให้เป็นอย่างนี้อีกต่อไป กองทุนประกันสังคมก็ไม่ ต่างอะไรกับต้นไม้ใหญ่ ที่ถูกปลวกมอดกัดกินแกนในจนเป็นรูพรุน รอวันโค่นล้มลงมาทับผู้ใช้แรงงาน ที่เหมือนหญ้าแพรกให้แหลกลาญ.

     

    ปล.แล้วเราจะทำเช่นไร หากเงินประกันสังคมที่เราจ่ายไป ไม่ได้รับกลับคืนมาเมื่อเราเกษียณ พี่ก็เป็นคนหนึ่งที่จะต้องได้รับเงินกลับคืนมาในปี  2034 หรือ จะเมื่อกับสหรัฐอเมริกาที่กำลังต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ ?????

    จากพี่ณัฐ

    ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพทอดกฐินสามัคคี วัดป่าภูหางนกยูง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ป่าภูหางนกยูง

    ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพทอดกฐินสามัคคี
    เพื่อสมทบทุนบูรณะเสนาสนะ
    ทอดถวาย ณ วัดป่าภูนกยูงตำบลวังหินลาด อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น
    วันที่ 17-18 พฤศจิกายน พศ.2550
     
    *************************************************
     
       เนื่องจากคณะกรรมการของวัดภูหางนกยูง ได้มีความเห็นที่จะต้องจัดให้มีกฐินสามัคคี เพื่อหาเงินสมทบทุนในการบูรณะเสนาสนะภายในวัด และซ่อมบำรุงเส้นทางเข้าวัด วัดปาภูหางนกยูงตั้งอยู่ที่บ้านหนองไผ่-บ้านเหล่านาดี ต.หินลาด อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น อยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 3 กม. ติดเชิงเข้าภูเวียงทางทิศตะวันตก เสนาสนะภายในวัดชำรุดทรุดโทรมเป็นอันมาก ถนนที่จะเข้าวัดนั้นเป็นลูกรัง ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ถ้าเป็นฤดูฝนการเดินทางเข้า-ออกวัดจะลำบากมาก ด้วยเหตุและผลดังที่กล่าวมาแล้วนั้น จึงขอเชิญชวนท่านที่มีจิตศรัทธาได่ร่วมเป็นเจ้าภาพทอดกฐินสามัคคีและอนุโมทนาในงานกุศลครั้งนี้ด้วย
     
       ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลดลก โปรดดลบันดาลและอภิบาลบำรุงให้ท่านและครอบครัวจงประสบแต่ความสุข ความเจริญรุ่งเรื่องในหน้าที่การงาน มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ และสัมฤทธิ์ผลในสิ่งที่พึงปรารถนา มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรงแคล้วคลาดปลอดภัยปราศจากภัยทั้งหลายทั้งปวงทุกประการเทอญ
     
    *************************************************
     
    กำหนดการ
     
    วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พศ.2550 (ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 12)
    เวลา 08.00 น.     ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์
    เวลา 09.00 น.     ตั้งองค์กฐิน
    เวลา 19.00 น.     ทำวัตรเย็น
    เวลา 20.00 น.     นั่งสมาธิวิปัสสนากรรมฐาน
     
    วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พศ.2550 (ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 12)
    เวลา 08.00 น.     ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์
    เวลา 09.00-09.30 น.     ฟังธรรมเทศนา
    เวลา 10.00 น.     ถวายองค์กฐิน
     
    *************************************************
     
    ประธานฝ่ายสงฆ์
    หลวงปู่ทองมา สุตธม.โม (วัดถ้ำกวาง)
     
    รองประธาน
    หลวงปู่ประไพ   วัดเขาสามยอด   พระอาจารย์อาสโย (วัดป่าภูหางนกยูง)
     
    ประธาน
    อาจารย์วัชราพร   พงษา โคตร
    พ.ต.ท. สมพร-คุณนายณัฐมา   คำพันธ์
    อาจารย์สาคร   ฮามพิทักษ์
    คุณณั.ฐ   พง.ษา
    พ่อประสิทธิ์-แม่พิมพา   ทันจันทร์
    คุณพ่อฉกาจ-คุณแม่อ่อน   สิเน่หา
    นายแพทย์สรวิทย์-อาจารย์ รัตนา   ม่วงมิตร
    อาจารย์จารุวรรณ   ฮามพิทักษ์
    *************************************************
     
       พี่ณัฐขอเชิญน้อง ๆ พี่ ๆ ที่มีจิตศรัทธา ร่วมกันทำบุญเพื่อสนับสนุนพระอาจารย์ผู้อุทิศตนและเสียสละในการอนุรักษ์ป่า ภูหางนกยูง
    น้อง ๆอาจสงสัยว่า ทำไมพี่ณัฐถึงมีจิตร่วมทำบุญที่วัดป่าภูหางนกยูง...
    พี่ณัฐได้ไปบวชที่นั้นและเห็นความเอาจริงเอาจังในการอนุรักษ์ป่าของพระอาจารย์ ซึ่งชวงเวลานั้นได้แนวคิดจากคำสอนของพระอาจารย์มากมาย (ขอเล่าประสบการณ์ด้วยภาพนะครับ)
     
     
      
     
       พี่ณัฐเลยร่วมกับผู้มีจิตศรัทธาตั้งกองกฐินขึ้นเพื่อถวายในการนี้   แต่ด้วยกำลังของคณะกรรมการตั้งกองกฐินเพียงส่วนเดียวอาจไม่เพียงพอกับการนี้ ดังนั้นจึงขอเชิญน้อง ๆ เพื่อน ๆ ร่วมทำบุญที่วัดป่านกยูง
     
    ปล.โทร.สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดการ สถานที่ตั้งองค์กฐินได้ที่พี่ณัฐนะครับ 089-4221114 ซึ่งในวันตั้งองค์กฐินขอเชิญร่วมนั่งวิปัสนากรรมฐานที่วัดภูหางนกยูง